"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้เสียงรองเท้าของคุณกลายเป็นเสียงระฆังเรียกมัจจุราชมาถึงตัว"
กระซิบแผ่วหวิวจากมินตราข้างหูทำให้ธามหยุดกึก ฝ่ามือของเขาสั่นระริกขณะแนบอยู่กับบานประตูไม้โอ๊คหนาหนักที่ซ่อนตัวอยู่หลังตู้หนังสือบิลท์อินในห้องทำงานของคุณหลวงอรรถ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบของกาลเวลาโชยออกมาจากรอยแยก กลิ่นที่บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้ถูกปิดตายมานานหลายทศวรรษ แต่มันกลับไม่ใช่กลิ่นร้าง... มันคือกลิ่นของความตายที่ถูกกักขัง
"คุณแน่ใจนะว่ากุญแจดอกนั้นเปิดได้" ธามกระซิบกลับ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บงำไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
มินตราไม่ตอบ เธอเพียงแค่สอดกุญแจเงินแกะสลักรูปพญานาคลงในช่องกุญแจที่ซ่อนลึกจนแทบมองไม่เห็น เสียงกลไกฟันเฟืองด้านในขยับตัวด้วยความฝืดเคือง ก่อนจะดัง 'คลิก' เบาๆ แต่ในความเงียบงันของคฤหาสน์ยามวิกาล เสียงนั้นดังราวกับเสียงปืนที่ลั่นไกกลางห้องโถง
ประตูเปิดออกเพียงแค่นิดเดียว แต่ไอเย็นเยือกที่พุ่งออกมาปะทะใบหน้าธามนั้นรุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่ผิวหนัง เขาขยับกล้องถ่ายรูปคู่ใจให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวผ่านรอยแยกนั้นเข้าไปในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ หากไม่ใช่แสงไฟฉายดวงเล็กที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง
แสงไฟสาดส่องกระทบกับกำแพงดินดิบที่ชื้นแฉะ ธามเบิกตากว้างเมื่อแสงสีขาวนวลไปตกกระทบกับวัตถุที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่ห้องเก็บของเก่า หรือห้องเอกสารสำคัญ แต่มันคือโรงงานนรกที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต
"นี่มันอะไรกัน..." เขาพึมพำ สายตาจดจ้องไปที่โต๊ะไม้ตัวยาวที่มีอุปกรณ์การแพทย์สมัยเก่า เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ที่ยังคงมีคราบของเหลวสีเข้มเกาะอยู่ และตู้กระจกที่ภายในบรรจุภาชนะแก้วใส่น้ำยาเคมีจำนวนนับไม่ถ้วน
มินตราก้าวตามเข้ามา เธอไม่หันไปมองธาม แต่สายตาของเธอจับจ้องไปที่เอกสารที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะเหล็ก มือของเธอสั่นสะท้านขณะเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิด "คุณหลวงไม่ได้แค่สะสมของเก่าธาม... เขาสะสม 'ชีวิต' ของคนที่สูญหายไปในแต่ละทศวรรษ"
ธามเดินสำรวจลึกเข้าไปอีก ขาของเขาแทบจะก้าวไม่ออกเมื่อแสงไฟฉายเลื่อนไปกระทบกับผนังด้านในสุด มันคือกระดานไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูปถ่ายใบหน้าของผู้คนมากมายติดอยู่ แต่ละใบมีรอยขีดกากบาทสีแดงทับไว้ บางภาพเป็นรูปถ่ายขาวดำที่ดูคุ้นตา... ภาพของคนงานในตระกูลที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
และภาพสุดท้ายที่อยู่กลางกระดาน... คือภาพของพ่อและแม่ของเขา
"คุณหลวง... เขาทำธุรกิจค้ามนุษย์ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด" มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "เขาใช้คฤหาสน์หลังนี้เป็นสถานที่ 'คัดกรอง' คนที่มีพันธุกรรมเหมาะสม เพื่อนำไปสู่การทดลองลับที่เขาร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพลมืดนอกประเทศ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่มันคือเรื่องของอำนาจที่อยู่เหนือความตาย"
"หยุดเรื่องพวกนั้นไปก่อนเถอะ มินตรา" ธามกัดฟันแน่น "เราต้องออกไปจากที่นี่แล้วเอาหลักฐานนี้ไปแจ้งตำรวจ"
"สายไปแล้ว..." เสียงทุ้มต่ำและกังวานดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมอง ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่านอยู่ตรงทางเข้า มือของเขาถือไม้เท้าหัวเงินที่เป็นเอกลักษณ์ คุณหลวงอรรถไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เขากลับดูสงบนิ่งและเยือกเย็นราวกับเทพมรณะที่กำลังมองดูเหยื่อในกรงขัง
"ฉันบอกคุณแล้วใช่ไหมธาม ว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่มีราคาแพง" คุณหลวงอรรถขยับยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาไร้ซึ่งความปรานี "และสำหรับสิ่งที่พวกคุณค้นพบในคืนนี้... ราคาที่ต้องจ่ายมันสูงกว่าที่คนธรรมดาอย่างพวกคุณจะจินตนาการได้"
เขากดปุ่มบนไม้เท้าในมือทันที เสียงกลไกเหล็กดังกึกก้องไปทั่วห้องใต้ดิน ประตูทางออกที่พวกเขาเพิ่งก้าวเข้ามาถูกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กหนาหนักที่เลื่อนลงมาปิดกั้นช่องทางแสงสุดท้าย ความมืดเข้าปกคลุมเกือบจะมิดชิด หากไม่เพราะเสียงหัวเราะเบาๆ ที่น่าสะพรึงกลัวของคุณหลวงอรรถยังคงกังวานอยู่ท่ามกลางความเงียบ
"ยินดีต้อนรับสู่ส่วนที่สำคัญที่สุดของการทดลองของเราครับ"
ธามหันไปหาทิศทางของเสียง แต่กลับพบว่าข้างกายของเขา... มินตราไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดนี้ครับ - ฟีนิกซ์สีทอง
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 17
ความมืดมิดในห้องใต้ดิน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!