“โกหก… เป็นไปไม่ได้”
ธามเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ร่างกายของเขายังสั่นเทาอยู่บนพื้นเย็นเยียบของโถงทางเดินคฤหาสน์อรรถกิจ เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเหมือนถูกคมมีดกรีดลงบนหัวใจที่กำลังแตกสลาย ข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากปากของคุณหลวงอรรถไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือความเป็นจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้
คุณหลวงอรรถในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าเรียบเฉยนั้นฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่สื่อถึงชัยชนะ มือที่ถือไม้เท้าหัวทองเหลืองขยับเพียงเล็กน้อยราวกับจะตอกย้ำอำนาจที่ตนครอบครอง
“ความจริงมันมักจะเจ็บปวดเสมอ ธาม” เสียงของคุณหลวงทุ้มต่ำและราบเรียบ “นายเชื่อใจเขามาตลอดชีวิต แต่ดูสิ่งที่เขาส่งมาให้ฉันสิ... หลักฐานทุกชิ้นที่ทำให้มินตราต้องติดอยู่ในห้องใต้ดินนั่น ก็คือสิ่งที่ ‘คนคนนั้น’ เป็นคนวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉันด้วยตัวเอง”
ธามเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นความเดือดดาลที่ถูกสะกดไว้ “ทำไม... ทำไมต้องเป็นเขา? ท่านใช้เงื่อนไขอะไรถึงทำให้เขาหักหลังผมได้?”
“เงินหรืออำนาจมันไม่จีรังหรอกธาม” คุณหลวงเดินอ้อมมาข้างหลังเขา กลิ่นยาสูบจางๆ ก่อตัวขึ้นในอากาศ “สิ่งที่เขาต้องการคือ ‘การล้างบางอดีต’ อดีตที่มีนายเป็นตราบาปเพียงหนึ่งเดียว... มินตราเองก็รู้เรื่องนี้ แต่เธอเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็นความลับเพื่อปกป้องนาย นายจะปล่อยให้ความรักที่โง่เขลาของเธอจบลงด้วยการเป็นเครื่องสังเวยเพียงเพราะนายไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงงั้นหรือ?”
ธามลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เขาสูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา เขาไม่สนใจความแค้นส่วนตัวในตอนนี้ สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือมินตรา ผู้หญิงที่ยอมแบกรับความลับและถูกจองจำในคุกมืดเพียงเพราะไม่อยากให้เขาต้องพังทลาย
“ถ้าท่านต้องการพิสูจน์ความเชื่อมั่นของผม” ธามเอ่ยขึ้น นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าคู่สนทนาอย่างไม่เกรงกลัว “ผมจะเข้าไปเอาตัวมินตราออกมา และผมจะทำมันด้วยวิธีของผม ไม่ใช่ด้วยคำสั่งของท่าน”
คุณหลวงหัวเราะหึในลำคอ “ในห้องนั้นมีกลไกที่แม้แต่คนออกแบบยังไม่กล้าก้าวเข้าไป นายมีเวลาแค่จนกว่าระฆังเรือนหลังจะดังขึ้นในอีกสามสิบนาที หากนายทำสำเร็จ นายก็พาเธอออกไปได้ แต่ถ้าล้มเหลว... นายกับเธอจะต้องฝังตัวอยู่ในนั้นตลอดกาล”
ธามไม่รอให้บทสนทนายืดเยื้อ เขาสับเท้าก้าวตรงไปยังปีกซ้ายของคฤหาสน์ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบ ในหัวมีเพียงภาพมินตราที่อาจจะกำลังเผชิญกับความมืดมิดเพียงลำพัง เขาไม่ได้แค่ไปช่วยเธอ แต่เขากำลังไปเพื่อพิสูจน์ว่า แม้โลกทั้งใบจะทรยศเขาก็ตาม เขาก็ยังเหลือความเชื่อมั่นในตัวมินตราที่ไม่มีใครพรากไปได้
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตห้องใต้ดิน อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบจนแทบจะติดลบ บรรยากาศเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ธามหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจออกมาเช็กระบบไฟ แสงแฟลชวูบวาบเผยให้เห็นรอยจารึกโบราณบนกำแพงที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะที่เขาเหยียบลงบนพื้น
“มินตรา! คุณได้ยินผมไหม!” เขาตะโกนก้อง เสียงของเขาดังสะท้อนกลับมาเป็นทอดๆ
“ธาม... อย่าเข้ามา...” เสียงแหบพร่าของมินตราตอบกลับมา แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “กลไกนี้มันถูกตั้งโปรแกรมไว้เพื่อดักจับคนที่มีรหัสพันธุกรรมเดียวกับ... อย่าเข้ามานะ มันกำลังจะเริ่มแล้ว!”
ธามไม่หยุด เขาพุ่งตัวผ่านแนวกำแพงอิฐที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาบีบอัด พื้นที่รอบตัวเขากำลังเปลี่ยนรูปไปตามกลไกซับซ้อนที่วางไว้อย่างประณีต เขาอาศัยทักษะการสังเกตที่ฝึกฝนมาจากการเป็นช่างภาพ สังเกตการสะท้อนของแสงและจังหวะการเลื่อนของแผ่นหิน
เขามองเห็นมินตราที่ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความลับเบื้องหน้า เธอซีดเผือด แต่แววตายังคงแน่วแน่ ธามหยิบกระจกเลนส์กล้องขึ้นมาหักเหแสงจากช่องลมด้านบน เพื่อสะท้อนไปยังจุดที่ดูเหมือนจะเป็นกลไกหลักของประตูกล
“เชื่อใจผมนะ” ธามเอ่ยเสียงนุ่ม แม้เหงื่อจะไหลท่วมตัว “เราจะออกไปจากที่นี่ด้วยกัน ผมไม่สนว่าใครจะหักหลังผม หรือใครจะบงการอะไร ผมรู้แค่ว่าคนตรงหน้าผมคือคนเดียวที่ผมจะยอมแลกด้วยชีวิต”
เขาขว้างเลนส์ตัวสุดท้ายเข้าล็อกช่องว่างของฟันเฟืองที่กำลังบดขยี้ พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงกลไกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะถล่มลงมา ธามกระโจนเข้าหาตัวมินตรา คว้ากุญแจที่เขาแอบฉกมาได้จากห้องทำงานคุณหลวงก่อนหน้ามาไขโซ่ตรวนนั้นอย่างรวดเร็ว
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่โซ่หลุดออก กำแพงหินฝั่งที่เขาเพิ่งผ่านมากลับพังทลายลงมาปิดตายทางออกทั้งหมด เสียงระฆังบอกเวลาดังขึ้นสนั่นกังวานไปทั่วคฤหาสน์... แต่มันไม่ใช่เสียงระฆังจบเวลา แต่มันคือเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
แสงไฟสลัวในห้องดับพรึบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง ธามสัมผัสได้ถึงมือที่เย็นเฉียบของมินตราที่กุมมือเขาไว้แน่น ในความมืดนั้น เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามายังห้องใต้ดินที่ถูกปิดตาย
ไม่ใช่ฝีเท้าของคุณหลวงอรรถ เพราะจังหวะการเดินนั้นหนักแน่น มั่นคง และคุ้นเคยอย่างประหลาดจนธามต้องหยุดหายใจ
“นึกว่าจะใช้เวลานานกว่านี้เสียอีกนะ... ธาม”
เสียงนั้นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด เสียงของคนที่ธามเพิ่งทราบว่าหักหลังเขา... คนเดียวกับที่เขารักและไว้ใจที่สุดในชีวิต เสียงที่ทำให้ธามตระหนักได้ในทันทีว่า เกมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คุณหลวงอรรถที่เป็นคนเดินหมาก แต่ตัวการที่แท้จริงกำลังยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าวพร้อมกับอาวุธในมือ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ - ฟีนิกซ์สีทอง
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 28
เครื่องพิสูจน์ความเชื่อมั่น
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!