เสียงถอนหายใจยาวนานราวกับลมหนาวที่พัดผ่านซากปรักหักพังดังขึ้นทำลายความเงียบงัน คุณหลวงอรรถไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอย่างที่ธามคาดคิด ใบหน้ายับย่นตามวัยแต่ยังคงความองอาจและเย่อหยิ่งทระนงไหวติงเพียงเล็กน้อย ดวงตาฝ้าฟางแต่ล้ำลึกคู่นั้นมองลอดผ่านความสลัวของห้องโถงตรงมายังชายหนุ่มผู้ยืนขวางประตูทางออก ราวกับพญาอินทรีชราที่แม้ปีกจะหัก แต่กรงเล็บยังคงแหลมคมพอที่จะปลิดชีพเหยื่อได้ในคราเดียว
"แกนี่มัน... ช่างดึงดันเสียจริงนะ ธาม"
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาหนักแน่นราวกับตอกหมุดลงบนพื้นไม้สักทอง คุณหลวงค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โยกโบราณ แม้สังขารจะโรยราตามกาลเวลา แต่ท่าทีและรัศมีแห่งการกดขี่ข่มเหงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย มือเหี่ยวย่นเอื้อมไปหยิบเอกสารฉบับสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมหนาขึ้นมาแนบกายอย่างระแวดระวัง
ธามยังคงยืนนิ่ง ขาเรียวยาวก้าวขวางประตูไม้บานใหญ่ไว้มั่น ปลายทางหนีรอดของคุณหลวงถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์แบบแล้วในค่ำคืนนี้ แต่อะดรีนาลีนในกายของช่างภาพหนุ่มกลับสูบฉีดพลุกพล่าน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลักออกมานอกซี่โครง ภาพเหตุการณ์เมื่ออดีตที่พ่อแม่ของเขาต้องจบชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด ความเจ็บปวด ความแค้น และความจริงที่ถูกฝังกลบมาเนิ่นนานกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นรับแสงสว่าง
"ผมคงปล่อยให้คุณหลวงเดินออกจากห้องนี้ไม่ได้หรอกครับ" ธามเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้น "ความจริงเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมเมื่อยี่สิบปีก่อน... มันสมควรได้รับการชำระเสียที"
คุณหลวงอรรถแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแห้งแล้งที่แฝงไปด้วยความสมเพชเวทนา "ความจริงงั้นหรือ? แกคิดว่าโลกใบนี้มันขับเคลื่อนด้วยความจริงอย่างนั้นหรือ, ไอ้หนู? แกมันก็แค่เด็กน้อยที่วิ่งตามเงาของตัวเอง โลกใบนี้มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ต่างหาก... สิ่งที่แกพยายามไขว่คว้า มันอาจจะทำลายทุกอย่างที่แกเหลืออยู่ด้วยซ้ำ"
"ต่อให้มันต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ผมก็ไม่กลัว" ธามก้าวเท้าเข้าหาทีละก้าว สายตาคมกริบจดจ้องไปยังเอกสารในมือของอีกฝ่าย "ส่งมันมาเถอะครับ... เอกสารแผ่นนั้นที่จะบอกว่าใครคือฆาตกรตัวจริง"
คุณหลวงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แววตาเยือกเย็นเริ่มฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความเหี้ยมเกรียมตามนิสัยของผู้มีอำนาจที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร มือที่กำเอกสารไว้แน่นสั่นเทาเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังหน้าต่างบานเกล็ดด้านข้างที่เปิดรับลมยามดึก ซึ่งเป็นเส้นทางหลบหนีสุดท้ายที่เหลืออยู่
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คุณหลวงไม่ได้เลือกที่จะเจรจาต่อ ร่างชราพุ่งตัวเข้าใส่โต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งอย่างรวดเร็วเกินคาด มือเหี่ยวย่นคว้าแจกันโบราณมูลค่าประเมินมิได้ปาใส่ธามเต็มแรง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้น ธามเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ ทว่าจังหวะนั้นเองที่คุณหลวงอาศัยความชุลมุนพุ่งตัวทะยานไปยังประตูอีกด้านที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงด้านหลัง
"คิดจะหนีงั้นเหรอ!" ธามตะโกนก้อง พุ่งตัวติดตามไปด้วยความเร็วที่ไม่แพ้กัน
ฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งไล่ตามกันไปตามทางเดินมืดสลัวของคฤหาสน์โบราณ เสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่สะท้อนก้องไปทั่วผนังไม้ที่เคยผ่านเรื่องราวมานับร้อยปี คุณหลวงแม้อายุมากแต่ด้วยแรงฮึือกเฮือกสุดท้าย ทำให้เขายังคงฝพายฝืนวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เอกสารในมือถูกกำไว้แน่นราวกับมันคือลมหายใจเฮือกสุดท้ายของตระกูล
ธามเร่งฝีเท้าขึ้นจนระยะห่างลดแคบลงทุกที เขายื่นมือออกไปหวังจะคว้าชายเสื้อของคุณหลวงไว้ แต่ทว่า—
*แกร็ก!*
เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งดังขึ้นตัดหน้าอย่างกะทันหัน จากมุมมืดของทางเดินแยก มินตราปรากฏตัวขึ้นราวกับภูตผี เธอไม่ได้วิ่งหนี แต่ยืนขวางทางเดินเบื้องหน้าของคุณหลวงไว้อย่างสง่างามและเด็ดเดี่ยว แววตาของหญิงสาวฉายแววซับซ้อน ทั้งความโกรธแค้น ความเสียใจ และความเด็ดเดี่ยวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าอันนิ่งสงบ
คุณหลวงเบรกฝีเท้ากึกจนเกือบล้ม หน้าซีดเผือกเมื่อพบว่าเส้นทางถูกปิดตายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลมหายใจหอบกระชั้นดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรingยามค่ำคืน ร่างชราหันกลับมามองธามที่ยืนปิดตายทางข้างหลัง และมองมินตราที่ยืนขวางทางข้างหน้า ดวงตาสฝ้าฟางกวาดมองคนทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความสิ้นหวัง
"หลบไป... นังเด็กอกตัญญู!" คุณหลวงตวาดเสียงกร้าว แม้เรี่ยวแรงจะเริ่มโรยราเต็มที
"หนูจะไม่ยอมให้คุณตาเอาความลับนี้ลงโลงไปเด็ดขาดค่ะ" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และทรงพลัง ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เธอย่างสามขุมเข้าไปหาชายชราผู้เป็นตา สายตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป "ความลับที่ทำให้แม่ต้องตาย... ความลับที่ทำให้ตระกูลนี้ต้องแปดเปื้อนด้วยเลือด... มันต้องจบลงที่ตรงนี้"
ธามก้าวเข้ามาประชิดด้านหลัง เว้นระยะห่างพอเหมาะเพื่อไม่ให้คุณหลวงมีช่องทางหลบหนี บรรยากาศในทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ออกซิเจนรอบตัวราวกับบางเบาลงจนแทบหายใจไม่ออก คุณหลวงอรรถจนมุมแล้วอย่างแท้จริง มือที่ถือเอกสารสั่นเทารุนแรงจนกระดาษยับยู่ยี่
ชายชราหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างน่าเวทนา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวและชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ยากจะคาดเดา
"พวกแกคิดว่าจับตัวฉันได้... แล้วความจริงมันจะงดงามอย่างที่ฝันไว้สินะ?" คุณหลวงกระซิบเสียงลอดไรฟัน แววตาเต็มไปด้วยความลับดำมืดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย "โง่เขลา... พวกแกไม่มีวันรู้หรอกว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือสั่งฆ่าตัวจริงในคืนนั้น... และถ้าฉันตาย... ความลับนั้นก็จะฝังอยู่กับศพของฉัน ตลอดกาล!"
สิ้นคำพูดอันเยือกเย็นนั้น คุณหลวงก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเหี่ยวย่นยกเอกสารสำคัญในมือขึ้นฉีกกระชากมันออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาธามและมินตรา พร้อมกับก้าวถอยหลังเข้าหาขอบระเบียงที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ยามที่ลมราตรีพัดกรรโชกแรงเข้าปะทะร่าง ร่างชราเซถลาเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าปีศาจ
ธามเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวชายชราไว้— "ระวัง!"
ทว่า... ปลายปลายนิ้วของธามคว้าได้เพียงอากาศ เมื่อร่างของคุณหลวงอรรถทิ้งตัวดิ่งลงสู่ความมืดเบื้องล่างพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ขาดหายไปในความเงียบงัน และในวินาทีที่ธามโน้มตัวมองลงไปจากระเบียง แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือที่ร่วงหล่นลงไปกระทบกับพื้นด้านล่าง ก็ส่องให้เห็นร่างใครอีกคนหนึ่ง... ที่นอนจมกองเลือดรออยู่ก่อนแล้วใต้ระเบียงนั้น... ร่างที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้เลยแม้แต่น้อย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางมาด้วยกันเสมอนะครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 43
แสงสุดท้ายของความมืด
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!