"ความเงียบงัน... บางครั้งก็ดังยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ในโลกนะครับคุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำของคุณหลวงอรรถดังขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวของโถงใหญ่ชั้นล่าง กลิ่นอายของความตายและหยาดฝนที่สาดซัดกระทบกระจกหน้าต่างคฤหาสน์เก่าแก่ คละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นหอมจางๆ ของชาจีนชั้นดีที่เย็นชืดอยู่ในถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง
ธามยืนนิ่งอยู่ริมเสาหินอ่อน มือข้างหนึ่งกำสายกล้องถ่ายรูปในมือแน่นจนข้อตนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกวาดมองไปยังเบื้องหน้า—ภาพของร่างอันคุ้นเคยที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพรมเปอร์เซียสีแดงฉาน ร่างนั้นสั่นเทาเล็กน้อยแต่ไม่ได้เปล่งเสียงคร่ำครวญใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าค่ะ... เอ๊ย... ดิฉันหมายถึง คุณหลวงทรงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจริงๆ หรือครับ" มินตราสะดุดเล็กน้อยเมื่อเกือบเผลอหลุดคำสามัญออกไปท่ามกลางบรรยากาศอันกดดันนี้ ใบหน้าอันซีดเผือดของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตาคู่สวยที่เคยเด็ดเดี่ยวมาตลอด
"ความผิดพลาด... ย่อมต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบ" คุณหลวงอรรถปรายตามองไปยังร่างที่คุกเข่าอยู่ สายตาคู่นั้นว่างเปล่า เยือกเย็น และไร้ซึ่งความปรานี ราวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่เลือดเนื้อในเดียวกัน หากแต่เป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่งที่ต้องกวาดทิ้งเพื่อรักษาความสะอาดสะอ้านของชื่อเสียงตระกูลอรรถเดชา
"แต่เขาคือคนสนิทที่รับใช้ท่านมาค่อนชีวิตนะครับคุณหลวง!" ธามทนไม่ไหวอีกต่อไป ก้าวเท้าออกมาจากความมืด น้ำเสียงของชายหนุ่มเจือความโกรธเกรี้ยวและผิดหวังอย่างปิดไม่มิด "หลักฐานในรอยจารึกแผ่นนั้นไม่ได้ระบุชัดเจนด้วยซ้ำว่าใครคือผู้บงการตัวจริง ทำไมท่านถึงต้องรีบตัดสินประหารอนาคต—หรือแม้แต่ชีวิตของคนคนนี้ด้วยความเร่งรีบเช่นนี้!"
คุณหลวงอรรถหันมามองช่างภาพหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยสักนิด
"คุณธาม... คุณเป็นคนนอก มองเข้ามาก็เห็นแค่ความโหดร้าย แต่คุณไม่เคยรู้เลยว่า 'เงา' ของตระกูลนี้มันหนักหนาแค่ไหน ถ้าเราไม่ตัดกิ่งที่เน่าเฟื้อออก ต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นมันจะผุพังลงมาทับทุกคนในบ้านหลังนี้ รวมถึงตัวคุณ... และคนที่คุณรักด้วย"
คำพูดนั้นทำให้ธามชะงักไป ดวงตาคมหันกลับไปมองร่างที่คุกเข่าอยู่บนพรมอีกครั้ง
ช้าๆ... ร่างนั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของ 'ลุงพงษ์' พ่อบ้านเก่าแก่ผู้เปรียบเสมือนเสาหลักเบื้องหลังความสงบสุขของคฤหาสน์หลังนี้มาหลายทศวรรษ รอยย่นบนใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
"คุณธามครับ..." เสียงแหบพร่าของลุงพงษ์เอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน "อย่าได้โกรธคุณหลวงเลยครับ ทุกอย่าง... ล้วนเป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง"
"ลุงพงษ์... ทำไมลุงถึงยอมรับสารภาพในสิ่งที่ลุงไม่ได้ทำล่ะครับ ผมรู้ว่ารอยจารึกบนแผ่นศิลาในห้องใต้ดินนั้น... มีคนอื่นจงใจสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อโยนความผิดให้ลุง!" ธามก้าวเข้าไปใกล้ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกายชายชราด้วยความร้อนรน
ลุงพงษ์ส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งผาก
"ความจริง... บางครั้งมันน่ากลัวเกินกว่าที่คนเราจะแบกรับไว้ไหวครับคุณธาม ตระกูลอรรถเดชาต้องคงอยู่ ความลับที่ถูกฝังไว้ใต้รอยจารึก... มันสมควรที่จะตายไปพร้อมกับผม ดีกว่าปล่อยให้มันลุกขึ้นมาเผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต"
"แต่ว่ามัน..." ธามพูดไม่ออก จุกแน่นอยู่ในลำคอ ความรู้สึกผิดบาปและความคับแค้นใจตีรวนขึ้นมาในอก ภาพความสูญเสียในอดีตที่ครอบครัวของเขาต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ความยุติธรรมผุดซ้อนขึ้นมาในหัว ราวกับประวัติศาสตร์กำลังฉายซ้ำรอยเดิมต่อหน้าต่อตา
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เธอกำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความจริงที่เธอพยายามตามหามาตลอดชีวิต บัดนี้กำลังจะถูกกลบฝังลงไปอีกครั้งด้วยอำนาจและความเด็ดขาดของคุณหลวงอรรถ
"เอาตัวไป" คำสั่งอันเฉียบขาดของคุณหลวงดังขึ้น ทหารรับจ้างในชุดสูทสีดำสองคนก้าวเข้ามารวบตัวลุงพงษ์ทันที ไม่มีเสียงโวยวาย ไม่มีดิ้นรน มีเพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจของทุกคนในห้องโถงให้แตกสลายลงทีละน้อย
"เดี๋ยวก่อน!" เสียงหวานแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด
ทุกคนชะงัก หันขวับไปมองต้นเสียง
ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวพ้นจากเงาดำของบันไดวนลงมา ช้าๆ ทว่ามั่นคง แสงไฟจากโคมระย้าส่องกระทบใบหน้าอันงดงามที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวราวกับคมมีด
"คุณแม่..." มินตราอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ
คุณนายวิภาดา แม่บ้านใหญ่ผู้เก็บตัวเงียบมาตลอดหลายปี ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคุณหลวงอรรถ สามีของนาง สายตาคู่นั้นมองสามีด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตัดพ้อ รัก และเกลียดชังในเวลาเดียวกัน
"คุณพี่จะไม่มีวันได้ทำลายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เพื่อปกป้องความลับโสโครกของตระกูลนี้อีกต่อไปแล้วค่ะ..." เสียงของคุณนายวิภาดาสั่นเครือ แต่มั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด
คุณหลวงอรรถขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเยือกเย็นเริ่มไหววูบเป็นครั้งแรก "วิภาดา... เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่ กลับขึ้นไปพักผ่อนซะ!"
"ดิฉันรู้ตัวดีกว่าใครทั้งหมดค่ะคุณพี่..." คุณนายวิภาดายิ้มทั้งน้ำตา นางหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม มันคือสมุดบันทึกเล่มเก่าที่หน้าปกเปรอะเปื้อนคราบสีน้ำตาลเข้ม—คราบเลือดที่แห้งกรังมาเนิ่นนาน "และสมุดบันทึกเล่มนี้... จะเป็นสิ่งที่บอกความจริงทั้งหมด ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือฆ่าครอบครัวของธามเมื่อสิบปีก่อน!"
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงัดงันยิ่งกว่าเดิม ธามเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ขณะที่มือชะงักค้างอยู่กลางอากาศ—ความลับที่ตามหามาทั้งชีวิต กำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีนี้
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยในบทต่อไปนี้นะครับ - ฟีนิกซ์สีทอง
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 42
การสูญเสียครั้งใหญ่
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!