บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 26

ความทรงจำในชาติก่อน

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
“หยุดนะรินรดา อย่าแตะต้องมัน!” เสียงของศศินไม่ได้ดัง แต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงโสตประสาทของคนฟังจนรินรดาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปเช็ดหยดเลือดบนกระดาษโบราณนั้น ความเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาตามสันหลังของหญิงสาว แสงสีนวลจากกระดาษแผ่นเก่าแก่ในมือวรารัตน์เริ่มสั่นไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัดกรรโชก วรารัตน์เองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน เธอมองดูหยดเลือดของรินรดาที่ซึมลึกหายเข้าไปในเนื้อกระดาษประหนึ่งมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่หิวกระหาย “เลือด... เลือดของเธอทำไมถึง?” วรารัตน์พึมพำ ดวงตาที่เคยเฉยชาของนักล่าลัทธิเบิกกว้างขึ้นด้วยความสับสน “ตำนานเล่าว่าตราประทับนี้จะตื่นขึ้นก็ต่อเมื่อสายเลือดแห่งผู้รักษาหวนคืน... หรือว่าเธอคือ...” ศศินก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างรินรดากับวรารัตน์ สัญชาตญาณบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังแผดเผาอยู่ในอก หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด—จังหวะเดียวกับเสียงกลองในพิธีกรรมที่เขาเคยฝันเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่ครอบครัวหายตัวไป “ถอยไป วรารัตน์” ศศินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่จ้องจะทำลายเขายังต้องผงะถอยหลัง ทว่าในวินาทีที่ศศินวางมือลงบนแผ่นกระดาษที่อาบด้วยเลือดของรินรดา ความเป็นจริงรอบข้างก็บิดเบี้ยว ภาพห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและกลิ่นอับชื้นพลันเลือนหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือกลิ่นกำยานที่หอมอบอวลจนน่าเวียนหัว เสียงสวดภาวนาภาษาโบราณดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทราวกับมีคนนับร้อยกำลังกระซิบข้างหู *‘ท่านผู้พิทักษ์... แสงจันทร์กำลังจะดับสูญ ศิลาพันปีรอการกลับมาของท่าน’* ภาพนิมิตแล่นเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตก ศศินเห็นตัวเองในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ยืนอยู่ท่ามกลางวิหารศิลาที่ตั้งตระหง่านภายใต้แสงจันทร์เต็มดวง มือของเขาไม่ได้ถือปากกาหรือกล้องถ่ายรูป แต่เขากำลังถือคทาโลหะที่สลักลวดลายดวงดาวอันวิจิตร สัมผัสถึงความเย็นของหินศิลาที่เขาต้องปกป้องด้วยชีวิตนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกปัจจุบัน เขาคือผู้รักษา... เขาคือคนคนเดียวที่จารึกรอยประวัติศาสตร์นี้ลงไปบนแผ่นศิลาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไขได้ “ศศิน! ศศินคะ!” เสียงเรียกของรินรดาดึงเขาหลุดออกจากภวังค์ แต่มันก็สายเกินไป ความทรงจำนับพันปีที่อัดแน่นอยู่ในสมองทำให้เขาโซเซจนแทบล้ม ศศินกุมขมับแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เขาเงยหน้าขึ้นมองรินรดา ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาที่เคยมีความสงสัยและสุขุมกลับกลายเป็นความเศร้าโศกและลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่กักขังความลับนับพันปีไว้ “พวกเขายังอยู่ที่นั่น...” ศศินกระซิบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปจนรินรดาขนลุกเกรียว “ครอบครัวของผม... พวกเขาไม่ได้หายไปไหน พวกเขาแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของศิลาที่ผมต้องปกป้องมาตลอดนับตั้งแต่ชาตินี้... และชาติก่อน” วรารัตน์มองดูภาพตรงหน้าด้วยความริษยาและหวาดกลัว “แกจำได้แล้วสินะ... ความลับของการข้ามกาลเวลา แกจำได้แล้วว่าทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้!” “มันไม่มีการเปลี่ยนประวัติศาสตร์หรอกวรารัตน์” ศศินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่จิตวิญญาณกลับดูเข้มแข็งขึ้นอย่างน่าประหลาด “มีแต่การเผชิญหน้ากับบาปกรรมที่เราเคยสร้างไว้ต่างหาก” ศศินก้าวเข้าหาวรารัตน์อย่างไม่เกรงกลัว แสงจากกระดาษในมือเริ่มเปลี่ยนสีจากนวลตาเป็นสีเลือดเข้ม แรงสั่นสะเทือนเริ่มรุนแรงขึ้นจนผนังถ้ำเริ่มมีเศษหินร่วงหล่น รินรดารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนอยู่ในอากาศ มันเป็นพลังที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักมานุษยวิทยาหรือรหัสลับใดๆ “รินรดา” ศศินหันมามองเธอ แววตาของเขาอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยความเจ็บปวด “ถ้าหากวันนี้ผมต้องทำในสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว... คุณจะยังอยู่ข้างผมไหม?” รินรดาชะงัก เธอเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาของศศิน แต่นั่นไม่ใช่ตัวเธอในปัจจุบัน มันคือภาพหญิงสาวในชุดโบราณที่กำลังยืนเคียงข้างเขาในวิหารแห่งนั้น... คนรักที่สาบานว่าจะร่วมชะตากรรมเดียวกันไปจนวันตาย “ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังหมายถึงอะไร” รินรดาตอบเสียงสั่น “แต่ความรู้สึกที่ว่าฉันต้องอยู่ตรงนี้... มันแรงกล้าเกินกว่าจะเดินหนีไปได้” ทันใดนั้นเอง วรารัตน์ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอโยนมีดสั้นเล่มหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าทั้งสองคน “งั้นก็พิสูจน์ให้เห็นสิ! ว่าความรักของพวกแกมันจะเหนือกว่าความตายที่ข้าเตรียมไว้ให้! เพราะในเมื่อพวกแกจำได้แล้ว... ก็จงรู้ไว้ด้วยว่าคนที่รอกดสวิตช์สุดท้ายในวิหารแห่งนี้ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน แต่มันคือตัวแกเองนั่นแหละ ศศิน!” เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนจำนวนมากเริ่มดังสะท้อนมาจากทางเข้าถ้ำ มันไม่ใช่ฝีเท้าของมนุษย์ปกติ แต่เป็นเสียงลากเท้าที่เชื่องช้าและมั่นคง ศศินหันไปมองทางเข้าด้วยสีหน้าซีดเผือด เขาจำเสียงนี้ได้ดี... เสียงของเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์ที่เขาเองเป็นคนสะกดไว้เมื่อพันปีก่อน เงาสีดำทมิฬเริ่มยื่นยาวเข้ามาในห้องโถงกว้าง และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาทั้งสามคน ไม่ใช่นักรบในตำนานอย่างที่หวัง แต่กลับเป็นร่างที่สวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับที่ครอบครัวของศศินสวมใส่ในวันที่พวกเขาหายตัวไป... ทุกคนมีดวงตาสีขาวโพลนไร้แวว และในมือของทุกคนถือศิลาชิ้นเล็กๆ ที่เปล่งแสงสีเลือดออกมาพร้อมกัน “ศศิน...” เสียงแหบพร่าของคนในร่างนั้นเอ่ยชื่อเขาออกมาอย่างพร้อมเพรียง “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ถึงเวลาชดใช้หนี้ที่ติดค้างไว้กับเงาจันทร์แล้ว” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%