“กุญแจดอกนั้น... ไม่ได้ถูกส่งต่อมาเพื่อให้เธอเก็บรักษา แต่มันถูกส่งมาเพื่อให้เธอเป็น ‘เครื่องสังเวย’ ต่างหาก รินรดา”
น้ำเสียงที่ราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งของ ‘เมษา’ หญิงสาวผู้เป็นเสมือนเงาตามตัวของรินรดามาตลอดสามปี เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์โบราณคดี รินรดาชะงักมือที่กำลังถือพู่กันแต้มน้ำหมึกศักดิ์สิทธิ์ลงบนม้วนกระดาษหนัง สัมผัสเย็นเยียบของปลายกระบอกปืนที่จ่อเข้าที่ขมับด้านหลัง ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ
“เธอพูดอะไรออกมา... เมษา?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก แต่ดวงตายังคงเพ่งเล็งไปที่รอยจารึกตรงหน้าอย่างไม่ลดละ “พวกเราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเท่าไหร่ เธอจะทำแบบนี้กับฉันเพียงเพราะอุดมการณ์บ้าๆ ของลัทธิเงาดับสูญงั้นหรือ?”
เมษาแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแห้งแล้งและปราศจากความอาทร “สามปีที่ฉันอยู่ข้างเธอ... ไม่ใช่เพราะมิตรภาพจอมปลอม แต่มันคือเวลาที่ฉันใช้ในการรอคอยให้รอยจารึกบนผิวหนังของเธอสมบูรณ์ ศศินอาจจะคิดว่าเขาเป็นผู้ปกป้องเธอ แต่เขาไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า เลือดของตระกูลผู้พิทักษ์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายเธอ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่นายหญิงวรารัตน์ถวิลหามานับพันปี”
รินรดาหลับตาลงแน่น พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย เธอนึกถึงศศินที่ออกไปสืบเบาะแสเกี่ยวกับศิลาจารึกในป่าลึก ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่หัวใจ เธอไว้ใจคนผิดอย่างมหันต์ ความอบอุ่นที่เคยคิดว่าเป็นมิตรแท้ แท้จริงแล้วคือไอเย็นของงูพิษที่รอจังหวะฉกกัด
“ถ้าเธอฆ่าฉันตอนนี้ รอยจารึกพวกนี้ก็จะไม่มีวันถูกถอดรหัส” รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นขึ้น เธอตัดสินใจหมุนตัวกลับช้าๆ แม้กระบอกปืนจะยังคงจ่อตรงหน้า “และสิ่งที่พวกเธอต้องการ... ก็จะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ไม่มีใครครอบครองได้ตลอดกาล”
เมษาขยับรอยยิ้มที่มุมปาก ดวงตาของหญิงสาวผู้นี้ไม่ได้มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ “นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังไม่เหนี่ยวไกไงล่ะ รินรดา เราไม่ได้ต้องการให้เธอแปลรหัส... เราต้องการเพียงแค่ ‘เลือด’ ที่ไหลผ่านหัวใจของเธอ เพื่อปลุกชีพจอมขมังเวทย์ในคืนจันทร์ดับนี้”
รินรดาเหลือบมองไปรอบห้อง อุปกรณ์ในห้องทดลองถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่ละชิ้นแฝงไว้ด้วยอาคมที่เธอน่าจะเอะใจตั้งนานแล้ว แต่ความโง่เขลาและความเชื่อใจทำให้เธอตาบอด เธอมองเห็นมีดสั้นที่วางอยู่บนโต๊ะข้างตัว—มันคือโอกาสเดียว
“ศศินจะกลับมา...” รินรดาพึมพำ
“ศศินเหรอ?” เมษาหัวเราะเบาๆ เหมือนได้ยินเรื่องตลกขบขัน “เขากำลังเผชิญหน้ากับภาพลวงตาที่ฉันทิ้งไว้ล่อเขาในหุบเขาแห่งความเงียบ กว่าเขาจะรู้ตัวว่าเขากำลังไล่ตามเงาของตัวเอง... ร่างกายของเธอก็คงกลายเป็นที่สถิตของบรรพบุรุษไปเรียบร้อยแล้ว”
รินรดาตัดสินใจในเสี้ยววินาที เธอปัดโคมไฟบนโต๊ะให้ล้มลง ความมืดเข้าปกคลุมห้องทันที เสียงปืนดังลั่นสนั่นห้องใต้ดินพร้อมกับเสียงแก้วแตกกระจาย รินรดาอาศัยความชำนาญในพื้นที่พุ่งตัวไปคว้ามีดสั้นบนโต๊ะ ความเจ็บแปลบแล่นปราดที่หัวไหล่ขวาเมื่อกระสุนถากผ่าน แต่เธอไม่หยุด ร่างบางกัดฟันก้าวหนีไปตามทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวลงสู่ชั้นลึกลับใต้ดินที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง
เสียงฝีเท้าของเมษาไล่ตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงสวดอ้อนวอนภาษาโบราณที่ฟังดูวิปริตและบิดเบี้ยว กำแพงหินรอบตัวสั่นสะเทือน รอยจารึกที่ผนังเริ่มเปล่งแสงสีม่วงหม่น ราวกับว่าอาคารแห่งนี้กำลังตอบรับคำสั่งของลัทธิปีศาจ รินรดาวิ่งจนสุดทาง ก่อนจะพบกับทางตันที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาด
เธอไม่มีทางเลือก เธอหยิบสร้อยคอรูปจันทร์เสี้ยวที่สืบทอดมาจากตระกูลขึ้นมากุมไว้แน่น ก่อนจะกดมันลงบนตำแหน่งที่ว่างเปล่าบนกำแพงหิน—ตำแหน่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อเลือดของผู้พิทักษ์เท่านั้น
เสียงกลไกโบราณทำงานดังกึกก้อง กำแพงแยกออกเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้ลมหายใจของเธอแทบหยุดเต้น ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์กำลังลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาดูชราภาพเกินวัย แต่ดวงตานั้น... ดวงตาที่เธอไม่มีวันลืม
“พ่อ...”
รินรดากรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อเห็นบิดาที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนกำลังลืมตาขึ้นช้าๆ ทว่านัยน์ตาของเขากลับไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขามองมาที่เธอราวกับมองเหยื่อที่เดินเข้ามาหาความตายด้วยตัวเอง
เมษาที่ตามมาทัน หยุดยืนอยู่ด้านหลังพลางแสยะยิ้ม “ยินดีต้อนรับสู่กับดักชิ้นสุดท้าย รินรดา... บรรพบุรุษที่เธอกำลังจะปลุกขึ้นมา คือคนเดียวกับคนที่ฆ่าพ่อของเธอเมื่อสิบปีก่อน และตอนนี้... เขาหิวเหลือเกิน”
สิ้นเสียงของเมษา บานประตูทางออกก็ถูกกระแทกจนเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปรดของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางฝุ่นควันและแสงสีม่วงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาคือศศิน... แต่เขากลับไม่ได้มาคนเดียว เขากำลังถือหัวกะโหลกโบราณที่เปื้อนเลือดสดๆ ของสมาชิกคนสำคัญในลัทธิเงาดับสูญไว้ในมือ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าเขารู้ทันทุกย่างก้าวของพวกมันมาตั้งแต่ต้น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 27
การหักหลัง
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!