บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 38

ศิลาชิ้นสุดท้าย

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
"ปล่อยมือจากมันเสีย ศศิน... ถ้าคุณยังอยากจะเห็นวันพรุ่งนี้ด้วยดวงตาคู่นั้น" เสียงเรียบเย็นของรินรดาไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มชะงัก แต่มือของเขากลับกำศิลาชิ้นที่สามแน่นขึ้นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ศิลาสีนิลขัดเงาในอุ้งมือสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่หินธรรมดา แต่มันคือเศษเสี้ยวของห้วงเวลาที่ถูกผนึกไว้ด้วยอาคมดำที่เข้มข้นจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว "ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ริน" ศศินเค้นเสียงผ่านไรฟัน หยาดเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมผ่านไรผม ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับศพ "ถ้าไม่จบที่ตรงนี้... วรารัตน์ก็จะเอาไป และโลกจะไม่มีวันได้รู้จักกับความจริงที่ตระกูลของคุณพยายามปิดบังมาพันปี" เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกดศิลาลงบนแท่นหินใจกลางวิหารโบราณ ทันทีที่ผิวสัมผัสของหินสองชิ้นบรรจบกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับวิญญาณนับพันถูกดึงเข้าสู่พายุหมุนดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงมืด รอยจารึกที่เคยสลักอยู่บนศิลาไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหิน แต่มันเริ่มลามเลื้อยออกมา... ราวกับหมึกสีดำที่ไหลซึมเข้าสู่ผิวหนังของศศิน "อึก!" เขาทรุดเข่าลงกับพื้น หอบหายใจหนักหน่วง ความรู้สึกเหมือนมีเข็มร้อนจัดนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่แขนขวา รอยจารึกโบราณที่อ่านไม่ออกเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายเถาวัลย์มีพิษ มันคืบคลานจากปลายนิ้ว ลามผ่านข้อมือ และกำลังพุ่งตรงขึ้นสู่หัวไหล่ ทุกรอยที่หมึกดำพาดผ่าน ผิวหนังของเขาดูเหมือนจะไหม้เกรียมและกลายเป็นสีเทาซากศพ รินรดาพุ่งเข้าหาเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "หยุด! ศศิน! ร่างกายคุณรับแรงอาถรรพ์นี้ไม่ไหวหรอก ถอดมันออกเดี๋ยวนี้!" "ถอดไม่ได้..." ศศินแค่นยิ้มที่มุมปาก ในขณะที่ดวงตาข้างหนึ่งของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้แววตา "ถ้าผมปล่อย... พันธสัญญาจะถูกทำลาย และคนที่ต้องรับผลกรรมก็คือคุณ" เขาไม่ได้พูดโกหก รินรดารู้ดีว่าศิลาชิ้นที่สามคือ 'กุญแจสังเวย' ผู้ที่ครอบครองมันจะต้องสละเนื้อหนังเพื่อเป็นที่ตั้งของจารึกศักดิ์สิทธิ์ หากจารึกนี้ไม่สมบูรณ์ พลังที่ถูกกักขังไว้ในวิหารจะระเบิดออกและกลืนกินทุกชีวิตในรัศมีสิบกิโลเมตร รวมถึงตัวเธอด้วย ในความเงียบงันที่แสนทรมานนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังก้องขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังกำแพงหิน วรารัตน์ก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มสมเพช ผู้นำลัทธิเงาดับสูญอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลืนไปกับบรรยากาศ ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองภาพความทุกข์ทรมานของศศินด้วยความพึงพอใจ "ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน" วรารัตน์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม "การเสียสละของนักมานุษยวิทยาผู้โง่เขลา เพื่อแลกกับความลับที่ไม่มีวันมีใครเข้าใจ... คุณคิดว่าการเอาชีวิตมาทิ้งแบบนี้ มันคุ้มค่ากับครอบครัวที่คุณตามหามาตลอดชีวิตงั้นหรือ ศศิน?" ศศินหยุดหายใจไปชั่วขณะ ชื่อของครอบครัวที่เขาตามหามานับสิบปีทำให้น้ำตาเอ่อล้น เขาเงยหน้าขึ้นมองวรารัตน์ด้วยแววตาที่ยังคงแน่วแน่ แม้แขนขวาจะถูกพันธนาการด้วยจารึกที่กำลังกัดกินเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง "ครอบครัวของผม... ไม่ได้หายไปไหนใช่ไหม?" ศศินถามเสียงสั่น แต่ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด หากเป็นเพราะความกระจ่างที่แล่นเข้าสู่สมอง "พวกเขาไม่ได้หายไป... แต่พวกเขาคือ 'รอยจารึก' พวกนี้... ใช่ไหม?" วรารัตน์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่นวิหาร "ฉลาดนี่... แต่เสียดายที่รู้ตัวช้าไปหน่อย" ในวินาทีนั้นเอง รอยจารึกบนแขนของศศินก็หยุดนิ่ง แสงสีม่วงหม่นสว่างวาบออกมาจากเนื้อหนังของเขา รินรดาที่กำลังจะยื่นมือไปจับศศินกระเด็นออกไปเพราะแรงกระแทกมหาศาล พลังงานลึกลับที่อยู่ภายในศิลาทั้งสามชิ้นหลอมรวมกันจนเกิดเป็นมิติที่บิดเบี้ยว ร่างของศศินค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น ราวกับเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิหารแห่งนี้ "ศศิน! อย่าปล่อยให้มันดึงคุณไป!" รินรดาตะโกนสุดเสียง เธอหยิบมีดสั้นอาคมออกมาจากอกเสื้อ เตรียมจะพุ่งเข้าไปตัดวงจรจารึก แต่วรารัตน์กลับร่ายเวทย์ขวางกั้นเธอไว้ด้วยกำแพงเงา "สายไปแล้วรินรดา" วรารัตน์กล่าว "ศิลาชิ้นสุดท้ายไม่ได้ต้องการการสละชีวิต แต่มันต้องการ 'ร่างทรง' เพื่อเปิดประตูสู่กาลเวลาที่สาบสูญ และตอนนี้... ประตูกำลังจะเปิดออกแล้ว" ท่ามกลางมวลอากาศที่กำลังแตกร้าว ศศินหันกลับมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสุขุมที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาของกระแสเวลาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด แต่ในเสี้ยววินาทีที่รอยจารึกบนหน้าผากของเขาปรากฏขึ้นชัดเจน เขากลับกระซิบชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ ชื่อนั้นคือชื่อของบรรพบุรุษผู้พิทักษ์ที่รินรดาคิดว่าสาบสูญไปพร้อมกับวิหารเมื่อพันปีก่อน เงาในวิหารเริ่มเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่เงาของคน แต่เป็นเงาของทหารโบราณนับร้อยที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากผนังศิลา วรารัตน์เองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองปลุกขึ้นมา เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏกายออกมานั้น ไม่ได้มาเพื่อเชื่อฟังคำสั่งของเขา แต่พวกมันกำลังคุกเข่าลงต่อหน้าศศิน... ผู้ซึ่งบัดนี้มีดวงตาสีขาวโพลนดั่งจันทร์กระจ่าง เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในบทนี้ไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%