เกล็ดใสราวกับผลึกแก้วไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปลายนิ้วของศศิน หากแต่มันกำลังลุกลามกัดกินผิวเนื้อขึ้นมาตามข้อมืออย่างเงียบเชียบ พร้อมกับความเจ็บปวดแปลบปลาบคล้ายถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่กระดูกดำ ลมหายใจของเขาติดขัด หน้าอกไหวสะท้อนรุนแรงยามที่สายตากวาดมองไปยังเงาร่างเบื้องหน้า—วรารัตน์ไม่ได้ตายไปจากเงื้อมมือของกาลเวลาอย่างที่ควรจะเป็น แต่นางกำลังฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ในร่างที่ว่างเปล่า ดวงตาทั้งคู่ไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ มีเพียงความว่างเปล่าสีขาวขุ่นดุจน้ำนม แผ่ไอเย็นเยือกสะท้านทรวงออกมาทุกย่างก้าวที่นางขยับเข้าใกล้
"ศศิน... หนีไป!"
เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของรินรดาแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล ราวกับกั้นด้วยม่านหมอกหนาทึบแห่งมิติเวลา เธอกำลังพยายามแกะสลักศิลาโบราณเพื่อปิดผนึกประตูมิติที่กำลังเปิดอ้าออก แต่สมาธิของเธอถูกกระชากด้วยภาพตรงหน้า ศศินอยากจะขยับขา อยากจะวิ่งหนีให้พ้นจากแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงรั้งร่างเขาไว้ แต่เท้าทั้งสองข้างกลับจมดิ่งลงไปในผืนน้ำสีดำสนิทที่ผุดขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นห้องใต้ดินตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้ น้ำเย็นเฉียบราวน้ำแข็งขั้วโลกกำลังกลืนกินข้อเท้า น่อง และลามขึ้นมาถึงเอวอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว
น้ำพวกนี้ไม่มีคลื่น ไม่มีแรงกระกระเพื่อม แต่มันมีแรงดึงดูดมหาศาลราวกับปากของอสูรกายที่อ้าคอยกลืนกินวิญญาณ
ศศินใช้มือข้างที่ยังไม่ถูกผลึกแก้วเกาะกุมยันพื้นศิลาไว้สุดแรงเกิด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่ซีดเผือด เขากัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก ความรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้มาจากความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่เป็นความทรงจำที่ขาดหายไป ภาพของบิดามารดาที่เคยหายสาบสูญไปในสถานที่ลักษณะนี้ซ้อนทับเข้ามาในห้วงคำนึงอย่างชัดเจน— *พวกท่านก็ถูกกลืนกินไปด้วยวิธีนี้เช่นเดียวกันสินะ*
"เจ้าหนีความจริงไม่พ้นหรอก ศศิน..."
เสียงของวรารัตน์เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นเสียงของหญิงสาวผู้ทะเยอทะยานอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงประสานซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งเสียงทุ้มต่ำของชายชราและเสียงก้องกังวานของพิธีกรรมโบราณ นางก้าวเข้ามาใกล้จนเงาทับร่างของเขาจนมิด รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ไร้สีเลือด ก่อนที่มือเรียวบางจะยื่นออกมาคว้าจับข้อศอกของเขาไว้
สัมผัสนั้นเย็นเยือกยิ่งกว่ากระแสน้ำเบื้องล่าง ราวกับคว้ากุมเศษซากศพที่นอนก้นบึงมานานนับพันปี
"ปล่อย!" ศศินเค้นเสียงลอดไรฟัน พร้อมกับใช้แรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงศอกกระแทกใส่ร่างนั้น แต่มันไร้ผล ร่างของวรารัตน์เบาหวิวราวดั่งควันธูป และในวินาทีที่เขากำลังจะเสียหลักล้มหงายหลังลงไปในผืนน้ำสีดำสนิทที่สูงระดับอก มือข้างนั้นของวรารัตน์ก็ออกแรงกระชากอย่างรุนแรง
*ตูม!*
ร่างของศศินจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำมืดมิดทันที แรงปะทะทำให้สำลักน้ำอึกใหญ่ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านเข้าสู่ปอดจนแสบร้อนราวกับถูกไฟแผดเผา ดวงตาเบิกโพ้างท่ามกลางความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งหนทางรอด เกล็ดใสบนร่างกายขยายตัวเร็วขึ้นจนทั่วทั้งร่างกลายเป็นประหนึ่งรูปปั้นแก้วที่กำลังแตกสลาย สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนราง ความหนาวเหน็บกัดกินขั้วหัวใจ เสียงหัวใจเต้นช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง... ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงบลงอย่างไร้สุ้มเสียง
นี่คือจุดจบของนักมานุษยวิทยาผู้ดื้อรั้นคนนี้จริงๆ หรือ...
ในห้วงความนึกคิดที่กำลังจะดับวูบลง ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ ศศินพลันรู้สึกถึงความอบอุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านมาจากสร้อยคอโบราณ—วัตถุโบราณชิ้นสุดท้ายที่มารดามอบไว้ก่อนหายตัวไป แสงสีทองเรืองรองอ่อนจางส่องประกายตัดกับความมืดมิดใต้น้ำ และในวินาทีนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงอ้อมแขนที่ทรงพลังแต่นุ่มนวลคู่หนึ่ง สวมกอดประคองร่างของเขาขึ้นมาจากก้นบึงแห่งความตาย
ดวงตาสีขาวขุ่นที่เคยพร่ามัวกลับมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจนราวกับปาฏิหาริย์
ร่างที่โอบอุ้มเขาไว้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเงาร่างนับร้อยที่ซ้อนทับกันจนกลายเป็นร่างเดียว บรรพบุรุษแห่งตระกูลผู้พิทักษ์... บรรพชนผู้ล่วงลับที่ยังคงผูกพันและปกป้องสายเลือดของตนเองจากภัยมืด ใบหน้าของเงาร่างนั้นเลือนรางแต่เปี่ยมด้วยความเมตตา ดวงตาคู่นั้นทอดมองเขาด้วยความห่วงAหาและตักเตือน ก่อนที่ริมฝีปากที่ไม่มีอยู่จริงจะขยับกล่าวถ้อยคำกระซิบแผ่วเบาผ่านมวลน้ำ
*"หน้าที่ของเจ้ายังไม่ลุล่วง... สายเลือดแห่งเงาจันทรา จงตื่นขึ้น"*
สิ้นเสียงกระซิบนั้น แรงผลักดันอันมหาศาลก็พุ่งทะยานจากก้นบึงส่งร่างของศศินพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำเบื้องบนอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร!
*แค๊ก!*
ศศินสำลักน้ำออกมาเฮือกใหญ่ ร่างกายกระแทกลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบของห้องใต้ดินอีกครั้ง ลมหายใจหอบถี่จนอกกระเพื่อมไหว รินรดารีบพุ่งเข้ามาประคองร่างเขาไว้ด้วยความตกใจ ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อ
"ศศิน! คุณ... คุณรอดมาได้ยังไง!" เธอยังไม่ทันหายตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่สายตากลับต้องเบิกกว้างด้วยความหวาดผวามากกว่าเดิม เมื่อเงาร่างของวรารัตน์ที่เคยยืนหยัดอยู่ กลับสลายกลายเป็นเพียงแค่ผงธุลีสีดำปลิวหายไปกับสายลมแห่งกาลเวลา
ทว่า... บนแท่นบูชาใจกลางห้องใต้ดินนั้น บัดนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ร่างของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมโบราณกำลังก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติที่เปิดกว้างขึ้น ดวงตาของเขาคมกริบดุจพญาอินทรีย์ และรอยยิ้มที่มุมปากนั้น... ช่างคุ้นตาเสียจนศศินแทบหยุดหายใจ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชายของข้า"
เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะคะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 37
ความตายที่ไม่มีอยู่จริง
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!