บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 36

สิ่งมีชีวิตที่ถูกลืม

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
"ถอนนิ้วออกซะ ศศิน! ถ้าแกกดปุ่มนั่นลงไป บาปที่บรรพบุรุษแกก่อไว้จะไม่ได้จบแค่ที่ตัวแก แต่มันจะกลืนกินทุกคนในที่นี้ให้กลายเป็นเศษซากของกาลเวลา!" เสียงตวาดของวรารัตน์ดังก้องสะท้อนไปตามผนังถ้ำหินปูนที่ชื้นแฉะ แสงสีแดงฉานจากแผงกลไกโบราณอาบใบหน้าของศศินจนดูราวกับว่าเขากำลังยืนอยู่บนปากขุมนรก ชายหนุ่มไม่หันไปมองศัตรูที่ยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่รอยจารึกขยับเคลื่อนได้ราวกับงูพิษใต้แผ่นแก้วผลึกนั้น "คุณพูดเรื่องบาปกรรมได้เต็มปากเลยนะ วรารัตน์" ศศินเค้นเสียงตอบ ลมหายใจของเขาหนักหน่วง มือที่สั่นเทาอยู่เหนือปุ่มกดนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ "ครอบครัวผมหายไปในสถานที่แห่งนี้เพราะความโลภของคนในลัทธิคุณไม่ใช่หรือไง? ปริศนาพันปีที่พวกคุณพยายามขุดคุ้ย... มันไม่เคยเป็นสมบัติ แต่มันคือคำสาปที่รอวันปลดปล่อย" รินรดาที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องโถงขยับตัวอย่างระแวดระวัง ดวงตาของเธอที่เชี่ยวชาญการถอดรหัสกำลังกวาดมองไปทั่วผนังห้องที่เริ่มสั่นสะเทือน เธอกระซิบเสียงลอดไรฟัน "ศศิน อย่าเพิ่งทำอะไรผลีผลาม รหัสที่ฉันเพิ่งถอดได้จากศิลาจารึกเมื่อครู่บอกว่า... สิ่งที่อยู่ใต้น้ำไม่ใช่ผู้พิทักษ์ธรรมดา แต่มันคือ 'ผู้กักขัง' หากเราปลุกมันขึ้นมา เราต่างหากที่จะเป็นฝ่ายสูญพันธุ์" ทันใดนั้น ผืนน้ำสีดำมืดที่ขังอยู่เบื้องล่างของแท่นบูชาเริ่มปั่นป่วน ฟองอากาศขนาดใหญ่ผุดพรายขึ้นมาราวกับน้ำเดือด กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นสาปของโคลนตมลอยฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ ศศินชะงัก นิ้วของเขายังคงค้างอยู่ห่างจากปุ่มเพียงมิลลิเมตร "สายเกินไปแล้ว" วรารัตน์หัวเราะร่า เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้นที่บิดเบี้ยว "พวกแกคิดว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุม แต่ความจริงแล้ว... พวกแกเป็นเพียง 'เหยื่อสังเวย' ที่มาถึงตรงเวลาพอดี" จากผิวน้ำที่นิ่งสนิท ร่างหนึ่งค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้นมา ร่างนั้นดูคล้ายมนุษย์ในโครงสร้าง แต่ผิวหนังกลับมีเกล็ดใสวาววับเหมือนแก้วผลึก ร่างกายส่วนล่างเลือนรางราวกับหมอกควันสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาของมันไม่มีม่านตา มีเพียงแสงสีขาวขุ่นที่จ้องมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น มันไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ และไม่ใช่ผีร้าย มันคือ 'สิ่งมีชีวิตที่ถูกลืม' ที่ถูกจองจำอยู่ใต้กาลเวลามานานนับพันปี มันขยับกายเคลื่อนที่ผ่านอากาศราวกับกำลังว่ายอยู่ในสายน้ำ มือที่ยาวผิดปกติและปลายนิ้วที่แหลมคมดั่งกริชชี้ไปทางศศินโดยตรง เสียงที่ออกมาจากลำคอของมันไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์เข้าใจ แต่เป็นเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ผสมกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับพัน "ริน! ถอยออกไป!" ศศินตะโกนลั่น เขาไม่มีทางเลือกแล้ว หากกดปุ่มนี้อาจตาย แต่หากไม่กด ร่างกึ่งวิญญาณตรงหน้าจะบดขยี้พวกเขาจนไม่เหลือซาก "อย่า!" รินรดาร้องเตือน แต่นิ้วของศศินตัดสินใจกดลงไปบนรอยจารึกนั้นอย่างแรงจนเสียงกลไกเฟืองเหล็กโบราณกรีดร้องลั่นถ้ำ ทันทีที่เขาสัมผัส แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ถล่มลงมาจากเพดานถ้ำ น้ำมหาศาลทะลักออกมาจากรอยแยกราวกับเขื่อนแตก ผู้พิทักษ์กึ่งมนุษย์กึ่งวิญญาณตนนั้นกรีดร้องก้องกังวาน ก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งเข้าหาศศินด้วยความเร็วเหนือแสง ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ศศินสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านหัวใจ เขาเห็นภาพอดีต—ภาพของบิดาที่ยืนอยู่ในสถานที่แห่งนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน ก่อนที่ร่างของบิดาจะกลายเป็นเกล็ดผลึกเช่นเดียวกับผู้พิทักษ์ที่อยู่ตรงหน้า! ศศินเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าภายใต้เกล็ดสีใสของสิ่งมีชีวิตนั้น... มันไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน แต่มันคือใบหน้าของพ่อของเขาที่เขาทั้งรักและโหยหามาตลอดชีวิต "พ่อ...?" เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากริมฝีปากที่สั่นเทา ในขณะที่กริชที่แหลมคมของสิ่งมีชีวิตนั้นหยุดลงที่ลำคอของเขาเพียงเสี้ยววินาที วรารัตน์ที่ล้มลงกับพื้นเพราะแรงสั่นสะเทือนกลับยิ้มเหี้ยมแล้วควักบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ—มันคือหินจารึกชิ้นสุดท้ายที่ศศินตามหา และเมื่อหินชิ้นนั้นสัมผัสกับสายน้ำที่เจิ่งนอง ร่างของสิ่งมีชีวิตตรงหน้าก็ส่องประกายสีทองวาบขึ้นมา ก่อนที่มันจะหันไปคว้าคอของวรารัตน์แทนการฆ่าศศิน! ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วชั่วขณะก่อนที่วรารัตน์จะแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อผิวหนังของเขากำลังถูกกัดกินและแทนที่ด้วยเกล็ดผลึกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ศศินยืนตัวแข็งทื่อ รินรดาคว้าแขนเขาไว้แล้วกระชากให้ถอยหลัง แต่ทว่า... ทางออกเพียงทางเดียวของถ้ำกลับปิดตายลงด้วยก้อนหินมหึมาที่เลื่อนลงมาปิดกั้น ทว่าเสียงที่ดูคุ้นเคยและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งก้อนสุดท้ายก็ดังก้องขึ้นในหัวของศศิน "เจ้าต้องเลือกระหว่างการรักษาชีวิตของตนเอง หรือการส่งวิญญาณของพ่อเจ้าให้ไปสู่สุขคติด้วยเลือดที่อยู่ในกายเจ้าเอง... ศศิน" ศศินก้มมองมือตัวเองที่กำลังเริ่มมีเกล็ดใสๆ ผุดขึ้นมาตามปลายนิ้ว ขณะที่ข้างหลังเขา... เงาร่างของวรารัตน์ที่ถูกกลืนกินกำลังลุกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นดุจเดียวกับผู้พิทักษ์! หวังว่าตอนที่ 36 นี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับความลับที่เริ่มกระจ่างขึ้นนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับเงาจันทราลี้ลับเสมอมาค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%