บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 35

การดำดิ่งสู่จุดจบ

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
“อย่าหันไป... ศศิน! อย่ามองหน้ามัน!” เสียงตะโกนของรินรดาแผดผ่านคลื่นความถี่ของอุปกรณ์สื่อสารใต้น้ำจนแตกพร่า ทว่าสำหรับศศิน ณ วินาทีนี้ เสียงของเธอกลับเบาหวิวดุจละอองน้ำที่ระเหยไปในความว่างเปล่า หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แรงดันมหาศาลจากก้นบึ้งของมหาสมุทรดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปถนัดตา เมื่อเทียบกับ ‘ร่าง’ ที่ยืนหันหลังให้อยู่เบื้องหน้า เงาร่างนั้นสวมชุดผ้าไหมเก่าคร่ำที่ดูเหมือนจะถักทอขึ้นจากสาหร่ายทะเลและใยแมงมุมสีเงิน มันไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสสั่นสะเทือนบางอย่างจากร่างนั้นกำลังทำให้สารประกอบในอากาศรอบตัวเขาสั่นพริ้ว “ลูกรัก...” เสียงนั้นกระซิบซ้ำ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงที่ดังก้องอยู่ในมโนภาพ—ความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองทัพกระดาษงานวิจัยมานานกว่ายี่สิบปี “เจ้าแบกความสงสัยมาตลอดทาง เพื่อที่จะมาเห็นเพียงแค่เศษซากของความจริงงั้นหรือ?” ศศินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเย็นยะเยือกของชุดประดาน้ำแรงดันสูงไม่สามารถดับความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วไปทั่วใบหน้าของเขาได้ เขาฝืนขยับเท้าที่หนักอึ้งดั่งถูกโซ่ตรวนแห่งอดีตเหนี่ยวรั้งไว้ “ท่านแม่... ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงหรือ?” “ชีวิต?” ร่างนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นแห้งแล้งและขมขื่น “ในสถานที่ที่กาลเวลาถูกขังไว้ในกรงทองแห่งนี้... คำว่าชีวิตมีความหมายอย่างไรกันหรือ ศศิน?” “ศศิน! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงของรินรดาแทรกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ปนไปด้วยความตื่นตระหนก “ฉันเห็นผ่านกล้องวงจรปิดของชุดคุณ... สิ่งที่คุณกำลังคุยด้วยน่ะ ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันคือ ‘เงาสะท้อนของห้วงนรก’! ลัทธิเงาดับสูญกำลังใช้พลังงานบางอย่างดึงภาพหลอนจากจิตใต้สำนึกของคุณออกมาเพื่อเป็นเกราะกำบังเมืองโบราณนั้น!” ศศินชะงัก สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของชายชุดดำ—วรารัตน์—ที่ยืนซ่อนตัวอยู่หลังเสาหินปะการังสีนิลในระยะไกล แววตาของวรารัตน์นั้นเรืองรองด้วยความบ้าคลั่ง มือของศัตรูคู่อาฆาตถือคฑาที่ทำจากกระดูกสัตว์โบราณ และกำลังสวดบริกรรมคาถาภาษาที่เขาจำได้ดีจากตำราลับที่ถูกสั่งห้ามอ่าน ศศินกัดฟันกรอด เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่คือกลลวง หากเขาเลือกที่จะเชื่อในภาพลวงตานี้ เขาจะกลายเป็นหุ่นเชิดของลัทธิเงาดับสูญไปตลอดกาล แต่ทว่า... ความทรงจำเกี่ยวกับไออุ่นของอ้อมกอดในวัยเด็กนั้นช่างสมจริงเหลือเกิน “เจ้ากำลังถูกหลอก...” ศศินพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นสั่นพร่า เขาตัดสินใจปิดระบบเสียงสื่อสารกับรินรดาชั่วคราว เพื่อไม่ให้เสียงของเธอทำลายสมาธิที่เขากำลังใช้ต่อสู้กับสัญชาตญาณดิบในจิตใจ เขาเริ่มก้าวเท้าเข้าไปหาร่างนั้นช้าๆ ความมืดรอบด้านเริ่มบีบอัดจนกลายเป็นสีดำสนิท แสงไฟจากหมวกนิรภัยเริ่มกะพริบถี่ๆ เหมือนจะดับลงทุกขณะ ศศินยื่นมือออกไป หวังจะสัมผัสแผ่นหลังนั้นให้รู้แจ้งว่ามันคือเนื้อหนังหรือเพียงแค่กลุ่มก๊าซและพลังงานลึกลับ “เจ้าเติบโตขึ้นมาก...” ร่างนั้นหมุนตัวกลับมาช้าๆ ศศินกลั้นหายใจ หัวใจแทบหยุดเต้น ทว่า สิ่งที่เขาพบไม่ใช่ใบหน้าของแม่ที่เขาคิดถึง แต่มันคือ ‘กระจกบานใหญ่’ ที่สะท้อนใบหน้าของเขาเอง... ทว่ามันไม่ใช่ศศินในปัจจุบัน แต่เป็นศศินในวัยเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของความมืดมิด! “ถ้าเจ้าอยากจะกู้ซากเมืองนี้...” ภาพสะท้อนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงของเขาเอง “เจ้าต้องทิ้ง ‘ความเป็นมนุษย์’ ไว้ที่หน้าประตูนี่เสียก่อน” ทันใดนั้น พื้นดินใต้มหาสมุทรก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นตะกอนสีดำคลุ้งกระจายไปทั่วทิศทาง ศศินเสียการทรงตัวล้มลงไปกระแทกกับพื้นทรายที่แข็งดุจหินเหล็กไฟ เขาเห็นวรารัตน์ก้าวออกมาจากเงามืดด้วยรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัว ในมือของศัตรูไม่ได้มีเพียงคฑา แต่มี ‘กุญแจ’ ทรงกลมที่เรืองแสงสีเลือด ซึ่งเขารู้ดีว่ามันคือสิ่งเดียวที่จะปลดปล่อยพลังงานลึกลับที่กักขังเมืองโบราณนี้ไว้ได้ “ขอบใจที่เปิดทางให้ฉัน ศศิน” วรารัตน์กล่าวพลางก้าวข้ามร่างของเขา “เมื่อประตูเปิดออก ไม่ใช่แค่ครอบครัวของนายที่นายจะได้เจอ... แต่คือจุดจบของโลกใบนี้ที่จะถูกกลืนกินโดยกาลเวลาที่สาบสูญ” วรารัตน์กดกุญแจนั้นลงไปในช่องว่างบนแท่นหินใจกลางมหาสมุทร ทันใดนั้น ความกดอากาศรอบตัวพุ่งสูงขึ้นจนชุดประดาน้ำของศศินส่งเสียงลั่นดังเปรี๊ยะราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รอยแยกบนพื้นทะเลค่อยๆ เปิดกว้างออก เผยให้เห็นแสงสว่างสีม่วงอมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่งรอบข้างเข้าไป ศศินพยายามจะลุกขึ้น แต่แรงดึงดูดจากหลุมดำเบื้องล่างกลับดึงร่างเขาให้ลอยละลิ่วไปหาความว่างเปล่า เขาเห็นรินรดาพยายามขับเคลื่อนยานดำน้ำขนาดเล็กพุ่งเข้ามาหาเขา แต่เธอกำลังจะถูกหนวดของเงาสีดำขนาดมหึมาที่โผล่ออกมาจากรอยแยกนั้นฟาดจนแหลกละเอียด ศศินตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด เขาหยิบระเบิดแรงดันที่เตรียมไว้มาเพื่อสำรวจธรณีวิทยา แต่ครั้งนี้เขากลับตั้งเวลาให้มันระเบิดทันทีที่เขากดปุ่ม เพื่อทำลายฐานของกุญแจสีเลือดนั่น แม้มันจะหมายถึงการที่เขาต้องยอมถูกแรงระเบิดนั้นซัดจนร่างแตกสลายไปพร้อมกับเมืองโบราณก็ตาม เขาสบตากับวรารัตน์ที่กำลังตื่นตระหนก วรารัตน์แผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “นายทำลายมันไม่ได้หรอก! นายเป็นเพียงแค่บันทึก... บันทึกที่กำลังจะถูกเผาทิ้งในกองเพลิงแห่งนี้!” ศศินเหยียดยิ้มที่มุมปาก “ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็จะเป็นบันทึกเล่มสุดท้าย ที่จะลากแกไปลงนรกด้วยกัน” เขากดปุ่มเปิดใช้งานระเบิด ทันใดนั้น ร่างของแม่ที่หายสาบสูญไปนานนับปีก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่เป็นภาพลวงตา แต่เป็นร่างเนื้อที่เปียกปอนไปด้วยน้ำทะเล เธอคว้าข้อมือของศศินไว้แน่น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตระหนกที่แฝงไปด้วยความรักอันแสนประหลาด “อย่าทำแบบนั้น ศศิน... เพราะถ้าแกกดปุ่มนั่น” เธอเว้นจังหวะ เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นโทนต่ำและเย็นเยียบอย่างน่าขนลุก “แกจะไม่ใช่แค่คนที่ตาย แต่แกคือคนที่จะต้องกลายเป็นเงาที่เฝ้าเมืองนี้... แทนฉัน... ไปตลอดกาล” นิ้วของศศินค้างอยู่บนปุ่มที่ยังคงกะพริบไฟสีแดงฉาน ความตายอยู่เพียงแค่ปลายสัมผัส และอดีตที่เขาสูญเสียไปกำลังเรียกร้องให้เขาสังเวยวิญญาณเพื่อชดใช้บาปกรรมแห่งบรรพกาล ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและไขความลับอันดำมืดไปกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%