บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 49

การไล่ล่าครั้งใหม่

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอายของธูปหอมชนิดพิเศษที่เจือด้วยยางสนโบราณและสารกำยานป่าลึก ลอยอวลหนาแน่นจนเกือบมองเห็นเป็นหมอกสีเทาจางๆ ในห้องโถงใต้ดินของซากอารայธรรมโบราณ เสียงสวดภาษาบาลีกลายพันธุ์ที่ถูกบิดเบือนด้วยสำเนียงอันแปลกประหลาดดังสะท้อนก้องกังวานจากผนังหินศิลาแลงที่เย็นเฉียบ ศศินพยายามขยับข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรнокเหล็กกล้าผสมสำริด ความเย็นยะเยือกของโลหะสัมผัสกับผิวเนื้อจนชาหนึบ เขารู้สึกได้ถึงชีพจรที่เต้นแรงในขมับ เลือดในกายสูบฉีดด้วยความตื่นตัวแต่มิใช่ความหวาดกลัว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้อง สติสัมปชัญญะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีทำให้เขาเก็บบันทึกทุกรายละเอียด—เสาศิลาแปดต้นสลักรูปอสุรากำลังควักหัวใจตัวเอง, แท่นบูชาตรงกลางที่ถูกอาบไล้ด้วยคราบเลือดสีคล้ำจนขึ้นเงา, และร่างเงาสีดำหลายร่างที่ยืนรายล้อมอยู่ราวกับรูปปั้น "ท่านไม่ต้องพยายามดิ้นรนหรอกค่ะ, คุณศศิน" เสียงหวานเยือกเย็นที่คุ้นเคยดังมาจากความมืดหลังแท่นบูชา วรารัตน์ก้าวเท้าออกมาอย่างเชื่องช้า ชุดคลุมสีดำสนิทลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับหินกรวดเบาๆ ดวงตาภายใต้ฮู้ดกว้างทอประกายเรืองรองด้วยความคลั่งไคล้ รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความเมตตา หากแต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อเข้าสู่มุมอับได้สำเร็จ "พิธีกรรมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว..." วรารัตน์เอ่ยต่อ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นจนสั่นเครือเล็กน้อย "เลือดในกายของคุณ... สายเลือดของตระกูลที่เชื่อมโยงกับผู้พิทักษ์ประตูมิติ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะเปิดม่านหมอกแห่งกาลเวลาให้บรรพบุรุษของเราได้คืนชีพ" ศศินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงจากการถูกรมด้วยควันยาพิษชนิดอ่อน แต่สายตาของเขากลับคมกริบราวกับใบมีด "คุณคิดจริงๆ หรือว่าวิญญาณที่หลับใหลมานับพันปีจะยอมก้มหัวให้คนทรยศอย่างพวกคุณ วรารัตน์? สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ใช่การฟื้นคืน... แต่มันคือการอัญเชิญหายนะเข้าสู่โลกต่างหาก" ปฏิกิริยาของวรารัตน์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นหรี่แคบลง รอยยิ้มจางหายกลายเป็นความเย็นชา "คุณช่างปากกล้าเสียจริงนะคะ... เหมือนกับบรรพบุรุษของคุณไม่มีผิด พวกเขาโง่เขลาที่ไม่ยอมเข้าใจว่า 'เวลา' ไม่ใช่เส้นตรงที่ควรถูกปล่อยให้ไหลไปอย่างไร้ความหมาย แต่เรา... 'เงาดับสูญ' จะเป็นผู้ควบคุมกระแสธารนั้นเอง" ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องบนของซากปรักหักพัง รินรดากำลังหมอบราบอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ หัวใจของเธอดังกระหน่ำราวกับกลองศึก สายตาสอดส่องผ่านความมืดไปยังปากอุโมงค์ที่มีเงาของยามลัทธิเดินลาดตระเวนอยู่ นิ้วมือที่สั่นเทากำกริชโบราณไว้แน่น รหัสลับที่เธอถอดความได้จากสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายบอกชัดเจนว่า หากพิธีกรรมเสร็จสิ้น เลือดของศศินจะถูกใช้เป็นสื่อกลางในการดูดกลืนพลังชีวิตทั้งหมดในรัศมีสิบกิโลเมตร รวมถึงตัวเธอเองด้วย *ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง... จะรอช้าไม่ได้เด็ดขาด* รินรดากัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ศศินถูกล่อลวงมาที่นี่เมื่อช่วงเย็นยังคงแผดเผาจิตใจ เธอประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ยามเฝ้าประตูมีกันสี่คน การจะฝ่าเข้าไปโดยไม่มีอาวุธระยะไกลคือการฆ่าตัวตายชัดๆ แต่ทว่า... สายตากลับเหลือบไปเห็นกองฟืนแห้งที่พวกมันเตรียมไว้จุดไฟไล่แมลง ประกายความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว รินรดารวบรวมความกล้า เอื้อมมือไปหยิบหิน flint สองก้อนที่พกติดตัวมาด้วย กลับมาที่ห้องโถงใต้ดิน กลิ่นควันธูปเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นฉุนรุนแรงจนแสบจมูก วรารัตน์ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นบูชา มือเรียวยาวหยิบมีดกริชโบราณที่สลักด้วยอักขระแปลกประหลาดขึ้นมา ตัวใบมีดสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับแวม นางหันกลับมามองศศินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายอำนาจ "ทุกอย่างพร้อมแล้วค่ะ..." วรารัตน์พึมพำกับตัวเอง เสียงสวดมนต์ของเหล่าสาวกด้านล่างดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นศิลาเริ่มสั่นสะเทือน ศศินรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่าง อักษรโบราณรอบห้องเริ่มเรืองแสงสีแดงฉานราวกับมีเลือดสูบฉีดอยู่ภายในร่องหิน ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟนรก ความทรงจำวัยเด็ก—ภาพเหตุการณ์วันที่ครอบครัวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในสถานที่แบบนี้—ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางรอด โซ่ตรพวกนี้ไม่ได้สร้างด้วยเวทมนตร์อย่างเดียว แต่มันมีกลไกสลักรหัสทางกลศาสตร์โบราณที่คล้ายกับตำราที่รินรดากำลังศึกษาอยู่! *ถ้าหมุนข้อมือทำมุมสี่สิบห้าองศา... แล้วกระชากเข้าหาจุดศูนย์กลาง...* ศศินแสร้งทำเป็นอ่อนระทรวย ทรุดตัวลงพิงกับเสาศิลาเพื่อบังสายตาของวรารัตน์ ขณะที่นางกำลังเงื้อมกริชขึ้นเหนืออกเพื่อเตรียมทำพิธีปาดคอเครื่องสังเวย นิ้วมือของชายหนุ่มที่ถูกล่ามไว้ก็ขยับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ สลักเหล็กตัวแรกส่งเสียง *คลิก* เบาๆ ท่ามกลางเสียงสวดอันอึกทึก วรารัตน์ชะงักกึก นางก้มลงมองศศินด้วยความสงสัย เมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของชายหนุ่ม ใบหน้าของผู้นำลัทธิก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว "แก..." *ตูม!* เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากอุโมงค์ทางเข้าด้านบน เปลวเพลิงสีส้มแดงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนพร้อมกับเสียงกรีดร้องอลหม่านของเหล่าสาวกที่แตกตื่น ควันไฟโถมเข้าสู่ห้องโถงใต้ดินจนทุกคนสำลัก ในความโกลาหลนั้น ร่างเพรียวบางในชุดลุยป่ากระโจนลงมาจากช่องระบายอากาศด้านบน มือข้างหนึ่งถือคบเพลิงลุกโชน อีกข้างเงื้อกริชโบราณพุ่งตรงเข้าใส่สาวกที่ขวางทางอย่างไม่คิดชีวิต ดวงตาของรินรดากร้าวด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ศศินไม่เคยเห็นมาก่อน "ศศิน! ก้มหัวลง!" เสียงตะโกนก้องของหญิงสาวแข่งกับเสียงระเบิด วรารัตน์กรีดร้องด้วยความโมโห นางตวัดกริชในมือหมายจะแทงทะลุหัวใจศศินก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แต่ทว่า... ในวินาทีที่คมมีดกำลังจะปักลงมานั้น พื้นศิลาเบื้องล่างกลับแยกตัวออกอย่างรุนแรง แสงสีม่วงเข้มพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกราวกับอสูรกายที่ตื่นจากการหลับใหล และร่างที่ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดใต้พื้นพิภพนั้น... ก็ทำให้วรารัตน์ถึงกับหน้าถอดสี ทิ้งมีดในมือร่วงหล่นลงพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เงาที่ปรากฏกายขึ้นไม่ใช่บรรพบุรุษที่นางต้องการอัญเชิญ... แต่เป็นร่างในชุดโบราณสวมหน้ากากสำริดที่ถือสมุดบันทึกหนังมนุษย์เล่มเดียวกับที่ศศินเคยพบในฝัน และเมื่อบุคคลปริศนานั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอ่ยชื่อของศศินด้วยเสียงที่ก้องกังวานในหัว... "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกหลานแห่งเรา..."
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%