บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 48

การตัดสินใจของรินรดา

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
ศิลาจารึกโบราณสั่นสะเทือนระรัวจนผงธุลีสีนิลร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำใต้บาดาล เสียงคำรามต่ำราวกับเสียงครางของอสูรร้ายจากขุมนรกดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท บรรยากาศรอบตัวกดดันเสียจนออกซิเจนในอากาศคล้ายจะบางเบาลงทุกขณะ รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา แสงเรืองรองสีครามจากอักขระโบราณสาดส่องใบหน้าที่ซีดเผือดแต่ทว่าแววตากลับเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล มือเรียวบางที่สั่นเทาเล็กน้อยเอื้อมไปแตะพื้นผิวด้านหน้าของศิลา ซึ่งกำลังแผ่ไอเย็นเยียบเสียดกระดูกออกมา ความเย็นนี้ไม่ใช่เพียงอุณหภูมิทางกายภาพ หากแต่มันคือความว่างเปล่า—ความเย็นชาของห้วงเวลาที่ถูกแช่แข็ง "ริน คุณกำลังทำอะไร หยุดเถอะนะ!" เสียงของศศินตะโกนแทรกเสียงคำรามของศิลาขึ้นมาด้วยความตระหนก ร่างสูงโปร่งพุ่งตัวเข้ามาหมายจะคว้าแขนเธอไว้ ทว่ากลับถูกกำแพงพลังงานสีนิลโปร่งใสที่แผ่ขยายออกมารอบแท่นบูชาดีดกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ศศินกัดฟันกรอด ฝ่ามือทุบลงไปบนม่านพลังงานจนเกิดรอยร้าวสีม่วงวาบ แต่ไม่สามารถทะลุผ่านเข้าไปได้ ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "พลังงานระดับนั้น... ถ้าคุณฝืนทำพิธีปิดผนึกด้วยวิธีนี้ ความทรงจำทั้งหมดของคุณจะถูกกลืนหายไป! ไม่ใช่แค่เรื่องศิลา แต่ตัวตน ความทรงจำในวัยเด็ก เรื่องราวของเรา... ทุกอย่างจะสูญสลายไปชั่วกาลนาน!" รินรดาหันกลับมามองชายหนุ่มที่เธอไว้วางใจที่สุด เธอยิ้ม—รอยยิ้มที่บางเบาราวกับละอองหมอกยามราตรี แต่กลับเปี่ยมล้นด้วยความหมายอันลึกซึ้ง "ศศินคะ... คุณจำวันที่เราพบกันครั้งแรกใต้ซากปรักหักพังของวิหารโบราณได้ไหมคะ?" เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน "คุณบอกฉันว่า... บางครั้งมนุษย์เราต้องยอมสูญเสียบางสิ่ง เพื่อรักษาทุกสิ่งเอาไว้..." "นั่นมัน..." ศศินพูดไม่ออก ลมหายใจสะดุดกึก ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อกซ้าย ภาพความทรงจำร่วมกันนับร้อยนับพันฉายวาบเข้ามาในหัว ราวกับภาพยนตร์ที่กำลังถูกเร่งความเร็วเพื่อฉายรอบสุดท้ายก่อนจะมอดดับ ในเงาสลัวมุมหนึ่งของโถงถ้ำ วรารัตน์หรือชายชุดดำผู้นำลัทธิเงาดับสูญ หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาภายใต้ฮู้ดสีดำสนิทเบิกกว้างด้วยความบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นการเสียสละที่โง่เขลาเสียจริง! นังเด็กตระกูลผู้พิทักษ์ คิดรึว่าแค่การสละความทรงจำจะหยุดยั้งเจตจำนงแห่งความมืดที่หลับใหลมานับพันปีได้! เมื่อแกสูญเสียตัวตน ศิลาศรีกาลนี้ก็จะไร้ผู้ควบคุม และข้า... ข้าจะเป็นผู้ครอบครองมันทั้งหมดเอง!" วรารัตน์ก้าวพรวดพราดเข้ามา มือเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งชูขึ้นสูง ออร่าสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วเตรียมพุ่งเข้าใส่รินรดาในจังหวะที่เกราะป้องกันกำลังอ่อนแรงที่สุด "อย่าแม้แต่จะคิด!" ศศินคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เขารวบรวมสแรงเฮือกสุดท้ายกระแทกศอกใส่กำแพงพลังงานจนมันแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แม้แรงสะท้อนจะทำให้เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของเขา แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ เขายาวพุ่งเข้าไปขวางหน้ารวบตัววรารัตน์ไว้ กลิ่นคาวเลือดและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทั้งสองยื้อยุดกันอย่างดุเดือดท่ามกลางเสียงกรีดร้องของหินผาที่เริ่มถล่มลงมา บนแท่นบูชา รินรดาหลับตาลงช้าๆ เธอสูดหายใจเข้าลึก นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา หากแต่เป็นสิ่งที่เธอพิจารณามาตลอดเส้นทางอันยาวไกลที่ก้าวเดินร่วมกันมา ตระกูลของเธอมีหน้าที่ปกป้องความลับนี้ และหากราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้โลกใบนี้ยังคงหมุนต่อไปคือการลบเลือนชื่อ 'รินรดา' ออกจากหัวใจของทุกคนที่เธอรัก... เธอก็ยินดีที่จะจ่ายมัน มือเรียววางทาบลงบนใจกลางศิลาจารึก *แครก!* เสียงราวกับกระจกบานใหญ่แตกละเอียดดังขึ้นในมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น แสงสีครามสว่างวาบจนกลืนกินทุกสิ่งในถ้ำให้กลายเป็นสีขาวโพลน ความทรงจำภาพแรกที่ไหลย้อนกลับคือรอยยิ้มของมารดา ภาพที่สองคือหนังสือโบราณเล่มแรกที่เธอเปิดอ่าน และภาพสุดท้าย... คือรอยยิ้มอันอบอุ่นของศศินในคืนพระจันทร์เต็มดวงเมื่อสัปดาห์ก่อน *ภาพทั้งหมดค่อยๆ จางหายไป... กลายเป็นความว่างเปล่าสีขาวโพลน* "ริน...!" ศศินสะบัดร่างของวรารัตน์ออกอย่างไม่ใยดี เขาวิ่งฝ่าแสงสีขาวจ้าเข้าไปคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของเขา ทว่า... แววตาที่รินรดามองกลับมาหาเขานั้น ไม่มีความคุ้นเคย หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือแววตาของคนแปลกหน้าที่มองผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เต็มไปด้วยความหวาดระแวง และความว่างเปล่าราวกับผืนผ้าใบสีขาวที่ถูกลบสีสันจนหมดสิ้น "คุณ... เป็นใครคะ?" เสียงกระซิบแผ่วเบาเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กลับคืนมา ศศินรู้สึกราวกับหัวใจถูกควักออกไปทั้งดวง อ้อมแขนที่โอบกอดร่างบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ความเงียบงันเข้าปกคลุมถ้ำโบราณแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าในความมืดมิดที่ลึกลงไปกว่านั้น... ที่ก้นบึ้งของศิลาจารึกที่สงบลงแล้ว รอยแยกสีทองเส้นเล็กๆ กลับปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงกระซิบเยือกเย็นของบางสิ่งที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแทนที่ความทรงจำที่หายไป "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ผู้สืบทอดคนใหม่..." เสียงนั้นดังขึ้นจากความว่างเปล่า โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติเวลาอันมืดมิดนี้ด้วยความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%