"อย่าหันกลับไปเด็ดขาด... ถ้าแกยังไม่อยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดพวกนั้น"
เสียงกระซิบแหบพร่าของรินรดาขาดห้วงลง พร้อมกับแรงดึงกระชากที่ข้อมือจนศศินเกือบเซถลาล้มลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ กลิ่นอายของความชื้นและกลิ่นคาวสนิมจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในความมืดสลัวของโถงโบราณสถานชั้นใต้ดิน แรงสั่นสะเทือนจากเบื้องล่างยังคงส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับชีพจรของสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
ศศินหอบหายใจถี่กระชั้น นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสะท้อนแสงเรืองรองสีนวลจากคบเพลิงโบราณที่ปักอยู่ตามผนัง เขากวาดสายตามองรอบกายด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ที่นี่... โถงทางเดินรูปวงกลมที่ควรจะมีเพียงซากปรักหักพังและหยากหยาดน้ำค้าง กลับถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นของบ้านไม้สักทองหลังเก่าในวัยเด็ก กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดและพายแอปเปิ้ลอบใหม่ลอยอวลอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคยเสียจนน่าขนพองสเกียว
ภาพตรงหน้าคือความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของจิตใจมานานนับทศวรรษ
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูททำงานลำลองกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลตัวเก่า ข้างๆ กันนั้นคือหญิงสาวผมยาวประบ่าที่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา รอยยิ้มที่เขาเฝ้าฝันหาในทุกค่ำคืนที่สะอื้นไห้หาครอบครัวที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในเขตโบราณสถานแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน
"พ่อ... แม่..."
ริมฝีปากของศศินสั่นเทา คำพูดหลุดรอดออกมาโดยไม่รู้ตัว ขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าเองราวกับถูกสะกดจิต แม้รินรดาจะพยายามเหนี่ยวรั้งแขนเขาไว้แน่นเพียงใด แรงดึงดูดบางอย่างจากภาพเบื้องหน้าก็มีมากเสียจนฉุดไม่อยู่
"ศศิน! ตั้งสติหน่อย!" รินรดาตวาดเสียงแข็ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเรียวเล็กจิกเข้าที่ต้นแขนของเขาจนรู้สึกเจ็บแปลบ "นั่นไม่ใช่พวกเขา! คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้!"
"แต่... พวกเขากำลังรอผมอยู่..." ศศินพึมพำ ดวงตาเหม่อลอย เสียงของมารดาที่เอ่ยเรียกชื่อเล่นของเขาในวัยเด็กดังแว่วมาจากความเงียบงัน เสียงนั้นหวานละมุนและเปี่ยมด้วยความรัก ความคิดถึงโถมทับจนสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน
ร่างของผู้เป็นพ่อค่อยๆ พับหนังสือพิมพ์ลง ชายวัยกลางคนหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าเสียงลมหายใจของตนเอง
"ศศินลูกรัก... ทำไมถึงปล่อยให้พ่อกับแม่รอนานขนาดนี้ล่ะ มากินข้าวด้วยกันสิ ลูกหิวไม่ใช่หรือ?"
บรรยากาศรอบกายอบอุ่นขึ้นทันตาเห็น แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่างนุ่มนวลขับไล่ความมืดมิดออกไปจนหมดสิ้น ทว่า ในความอบอุ่นนั้นกลับมีความผิดเพี้ยนบางอย่างที่สัญชาตญาณดิบของนักมานุษยวิทยาผู้ผ่านเรื่องลี้ลับมาโชกโชนร้องเตือนภัย
ศศินหยุดชะงักฝีเท้าลง ห่างจากร่างของบุพการีเพียงแค่เอื้อมมือถึง เขากวาดตามองอย่างละเอียดอีกครั้งด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะดึงสติกลับคืนมา
ความเงียบงันที่น่ากลัวแฝงอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
นิ้วมือของบิดาที่วางอยู่บนพนักพิงโซฟานั้น... ยาวเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป และไม่มีการขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตาของมารดาที่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ไม่มีประกายชีวิตชีวา สะท้อนภาพเงาของความว่างเปล่าราวกับกระจกเงาที่ไร้เงาสะท้อน ที่สำคัญที่สุด... กลิ่นอายรอบตัวพวกเขามันไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์ แต่เป็นกลิ่นอับชื้นของดินร่วนปนซากศพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสุสานใต้ดินมานับร้อยปี
"พวกคุณ... ไม่ใช่พ่อกับแม่ของผม" ศศินเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาที่เคยเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและความเจ็บปวดที่ระคนกัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของร่างจำแลงทั้งสองชะงักค้างในเสี้ยววินาที ก่อนที่มุมปากจะฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ กว้างเกินกว่าโครงสร้างใบหน้าของมนุษย์จะรองรับได้ เสียงหัวเราะแหบแห้งและเย็นเยียบดังสะท้อนก้องไปทั่วผนังห้องที่เริ่มบิดเบี้ยวและละลายหายไปราวกับภาพสีน้ำที่โดนน้ำสาด
"ลูกอกตัญญู..." เสียงของมารดาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำต้อยของหญิงชราที่ไร้ฟัน "เราอุตส่าห์สร้างบ้านหลังนี้รอเจ้า... ทำไมถึงปฏิเสธความอบอุ่นเล่า เจ้าอยากอยู่คนเดียวในความมืดมิดนั้นไปตลอดกาลจริงๆ หรือ?"
พื้นไม้สักทองใต้ฝ่าเท้าเริ่มแตกร้าวและทรุดตัวลงกลายเป็นเหวลึกสีดำสนิท ร่างของบิดามารดาปลอมๆ หลอมรวมเข้ากับเงาสีดำทมิฬที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดิน มือที่ยาวเรียวคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของศศินอย่างรวดเร็วและรุนแรง แรงดึงมหาศาลพยายามกระชากให้เขาตกลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง
"ศศิน!"
รินรดาพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนของเขาไว้สุดแรง เธอใช้มีดสั้นโบราณที่สลักอักขระศักดิ์สิทธิ์แทงลงไปที่กลุ่มเงาดำที่พันธนาการข้อเท้าของศศิน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วแทบแตก แรงดึงมหาศาลคลายลงชั่วขณะ เปิดโอกาสให้ศศินออกแรงเฮือกสุดท้ายดึงตัวเองหลุดพ้นจากปากเหวแห่งความตายนั้นได้สำเร็จ
ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปกระแทกกับผนังหินเย็นเฉียบของอุโมงค์ใต้ดินตามเดิม ภาพบ้านไม้สักทองและครอบครัวอันเป็นที่รักมลายหายไป เหลือเพียงความมืดมิดและควันสีดำจางๆ ที่ลอยวนอยู่บนพื้นหิน
ศศินหอบหายใจโยนตัวพิงผนัง เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก แม้เขาจะรู้ด้วยสมองว่านั่นเป็นเพียงภาพหลอนที่สร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกเพื่อทดสอบจิตใจ แต่ร่องรอยความเจ็บปวดที่ข้อเท้าและการได้เห็นใบหน้านั้นอีกครั้ง ก็เกือบจะทำให้เขาพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนแอของตัวเอง
"อย่ามองย้อนกลับไปอีก..." รินรดากระซิบเสียงสั่น เธอยังคงถือมีดสั้นมั่นในมือ นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง "เป้าหมายของมันคือการทำให้คุณสูญเสียตัวตนในมิตินี้ ถ้าใจคุณยอมรับว่าพวกเขาคือของจริง คุณก็จะติดอยู่ที่นี่ตลอดกาลในฐานะส่วนหนึ่งของภาพลวงตา"
ศศินพยักหน้ารับช้าๆ เขาหลับตาลงเพื่อตั้งสติ ปัดเป่าภาพรอยยิ้มหลอกลวงนั้นให้ออกไปจากหัวสมอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นคงอีกครั้ง แม้ขาข้างที่เคยถูกจับจะยังคงสั่นเทาอยู่ก็ตาม
"เราต้องไปต่อ..." ศศินเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับลุกโชนด้วยความเด็ดเดี่ยว "วรารัตน์ต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ กลิ่นอายของพิธีกรรมมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว"
ทั้งสองก้าวเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ที่แคบลงและมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากคบเพลิงอันริบหรี่นำทาง เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องสะท้อนไปตามผนังหินที่สลักลวดลายประหลาด ซึ่งเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเรื่อยๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน ราวกับผนังเหล่านี้กำลังมีชีวิตและเฝ้ามองดูพวกเขาอยู่ทุกฝีก้าว
กระทั่งพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหินบานมหึมาที่สลักรูปสัญลักษณ์วงกลมซ้อนทับกันเจ็ดชั้น ตรงกลางประตูมีช่องว่างรูปมือขนาดพอดีกับฝ่ามือของมนุษย์ และมีคราบเลือดสีดำแห้งกรังส่งกลิ่นคาวคลุ้งอยู่รอบบริเวณนั้น
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อกวาดสายตาอ่านอักขระโบราณที่สลักอยู่เหนือประตู "นั่น... มันคือประตูเชื่อมระหว่างเขตแดน... ถ้าเปิดมันออก เราอาจไม่ได้กลับไปโลกเดิมอีกเลย"
ศศินจ้องมองช่องรูปมือบนบานประตูนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ นัยน์ตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เขารู้ดีว่าความเสี่ยงเบื้องหน้ารออยู่คืออะไร และการตัดสินใจในวินาทีนี้อาจหมายถึงความเป็นความตายของพวกเขาเอง
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ทันเอ่ยคำใดออกมา...
เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่เยือกเย็นและก้องกังวาน
"ช่างเป็นภาพการกลับมาพบกันที่น่าประทับใจเสียจริง... เสียดายที่เจ้าดันฉลาดเกินไปหน่อย ไม่อย่างนั้น เจ้าคงได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวในดินแดนนิรันดร์นั้นอย่างมีความสุขไปแล้ว ศศิน"
เงาร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าภายใต้ฮู้ดเผยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยประกายความกระหายเลือด วรารัตน์ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าว ในมือเรียวบางถือวัตถุโบราณรูปร่างประหลาดที่กำลังส่งแสงสีแดงฉานวับวาว และในวินาทีต่อมา วรารัตน์ก็ยกมือขึ้นกดฝ่ามือลงบนช่องว่างบนประตูหินบานนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ดังก้องไปทั่วอุโมงค์!
เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติเวลาอันมืดมิดนี้ด้วยความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 46
การเผชิญหน้ากับอดีต
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!