“อย่าแตะต้องมัน ศศิน!”
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าคมกริบพอจะตัดความเงียบงันในห้องใต้ดินที่อับชื้นแห่งนี้ให้ขาดสะบั้น เธอไม่ได้ขยับกายเข้ามาใกล้ แต่อากัปกิริยาที่ถอยกรูดไปจนหลังชนกับผนังหินเย็นเฉียบนั้นบ่งบอกถึงความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกยิ่งกว่าสัญชาตญาณ
ศศินไม่ได้หันกลับไปมอง เขาตรึงสายตาไว้ที่ปลายนิ้วซึ่งอยู่ห่างจากรอยจารึกบนศิลาเพียงมิลลิเมตร กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลปนไปกับกลิ่นดินรากไม้และความชื้นของกาลเวลา ชายปริศนาที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา—ร่างที่เนื้อหนังซีกซ้ายเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูกสีหม่น—กำลังสั่นเทา มือที่แห้งกรังของมันไม่ได้จับบันทึกหนังแกะไว้แน่นอย่างที่เขาคิด แต่มันกำลัง ‘กด’ ทับลงบนอักษรโบราณราวกับต้องการถ่ายโอนอะไรบางอย่างจากเลือดในร่างกายเข้าสู่ศิลา
“เขากำลังรอ... ไม่ใช่ให้เรามาช่วยเขา แต่มันเป็นการส่งต่อ” ศศินพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบขัดกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึกในอก
“ส่งต่ออะไร?” รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด “ถ้าเจ้าสิ่งนั้นตื่นขึ้นมา ศศิน... เราทั้งคู่ไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้หรอก!”
ศศินไม่ตอบ เขาขยับนิ้วแตะลงบนพื้นผิวศิลาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทันใดนั้น ความร้อนประหลาดก็แล่นพล่านขึ้นมาจากปลายนิ้ว ราวกับมีกระแสไฟฟ้าที่บรรจุด้วยความอาฆาตพยาบาทไหลเข้าสู่กระแสเลือดของเขา อักษรที่เคยดูเหมือนรอยแตกหินธรรมดาค่อยๆ บิดเบี้ยว ขยับเขยื้อน ราวกับมีชีวิต มันไม่ได้สลักด้วยเหล็ก แต่ถูกเขียนขึ้นด้วย ‘เลือด’ ที่ยังไม่แห้งสนิท
เส้นสายเหล่านั้นเริ่มเปล่งแสงสีแดงคล้ำดุจเลือดเก่า ก่อนจะก่อตัวเป็นข้อความที่ศศินอ่านออกโดยสัญชาตญาณ—ภาษาที่เขาไม่เคยเรียน แต่กลับจดจำได้ลึกถึงวิญญาณ
*‘ผู้ใดเห็นเงาจันทร์ ผู้นั้นจะถูกกลืนกิน’*
ศศินชักมือกลับอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงข้างร่างปริศนานั้น ทันทีที่เขาสัมผัสถูกตัวมัน ร่างของชายผู้รอคอยก็พังทลายลงกลายเป็นผงธุลีสีดำสนิท ทิ้งไว้เพียงบันทึกหนังแกะที่ห่อหุ้มด้วยโซ่เงินเก่าคร่ำคร่าตกลงบนพื้นดิน
“ศศิน! ออกมาเดี๋ยวนี้!” รินรดาพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเขา แต่เธอก็ต้องชะงักงันเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ใต้เงาของศศิน
เงาของศศินบนผนังหินไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวของเขา มันหยุดนิ่ง... และดวงตาที่ปรากฏขึ้นบนเงานั้นกลับเป็นดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความเคียดแค้น มันไม่ใช่เงาของมนุษย์ แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกพันธนาการไว้ใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของเพดานถ้ำลงมา
“มันเห็นฉันแล้ว รินรดา” ศศินพึมพำ ดวงตาของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเงินขุ่นมัว
รินรดาคว้ามีดสั้นสลักอักขระขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การสำรวจทางโบราณคดี แต่มันคือพิธีกรรมที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยเจตจำนงที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจมนุษย์ “นายเปิดมันแล้ว... นายเปิดประตูให้ลัทธิเงาดับสูญเข้ามาในโลกนี้แล้ว!”
“ผมไม่ได้เปิด...” ศศินเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำ แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องลงมาเป็นลำแคบๆ ทว่าในลำแสงนั้นกลับปรากฏร่างของชายชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่—วรารัตน์ ผู้นำลัทธิเงาดับสูญ เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของอากาศธาตุ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึก
“ยินดีด้วย นักมานุษยวิทยาผู้เพิกเฉยต่อโชคชะตา” วรารัตน์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาก้องกังวานดุจมาจากหุบเหวที่ลึกที่สุด “เจ้าเพิ่งมอบ ‘กุญแจ’ ให้ข้า เพื่อชุบชีวิตผู้ที่ควรจะดับสูญไปเมื่อพันปีก่อน”
ศศินพยายามจะลุกขึ้น แต่ขาทั้งสองข้างกลับถูกพันธนาการไว้ด้วยเงาของตนเองที่เลื้อยขึ้นมาเกาะกุม รินรดากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่ออักขระบนข้อมือของเธอที่สืบทอดมาจากตระกูลผู้พิทักษ์เริ่มลุกไหม้เป็นรอยแผลเป็น
วรารัตน์ก้าวลงมาจากแสงจันทร์ ราวกับก้าวเดินบนบันไดที่มองไม่เห็น มือที่สวมถุงมือหนังสีดำเอื้อมหยิบบันทึกที่ตกอยู่บนพื้น แสงจันทร์ที่เคยส่องสว่างกลับดับวูบลงทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสหนังแกะแผ่นนั้น ความมืดมิดที่หนาแน่นจนเกือบจะเป็นของแข็งเข้าจู่โจมพวกเขาทั้งคู่
ในความมืดที่ไร้แสงสว่างนั้นเอง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูของศศิน—เสียงของพ่อที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
‘ศศิน... จงหนีไป... ก่อนที่เงาจะกลายเป็นร่างของเจ้า’
ก่อนที่ศศินจะได้ตั้งตัว มือเย็นเฉียบของใครบางคนก็กระชากคอเสื้อเขาจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นกำยานโบราณที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้ และเมื่อไฟฉายของรินรดาติดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงวรารัตน์... แต่เป็นกองทัพของร่างเงาที่ไร้ใบหน้า ซึ่งกำลังคืบคลานออกมาจากผนังหินรอบทิศทางนับร้อยตน!
วรารัตน์หันมามองศศินด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะเปรยเบาๆ “อย่าตกใจไปเลย... ศศิน เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก พ่อของเจ้า... กำลังรอเจ้าอยู่ในฐานะ ‘เหยื่อสังเวย’ คนถัดไปต่างหาก”
ศศินมองไปที่เงาของชายชุดดำที่บิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นอสุรกาย และในวินาทีที่เงาของมันเอื้อมมาแตะที่หน้าอกของเขา ความทรงจำที่ขาดหายไปก็หลั่งไหลกลับเข้ามาพร้อมกับภาพของศพพ่อที่นอนนิ่งอยู่ในโลงหินที่เขาเองเป็นคนเปิดมันด้วยมือเมื่อสิบปีก่อน... บัดนี้ เขาเพิ่งเข้าใจว่า พ่อไม่ได้หายไปไหน แต่พ่อเป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของบันทึกที่เขาเพิ่งถือครองไว้ในมือ!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกแห่งความตาย... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- เงาจันทราลี้ลับ -
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 2
บันทึกที่เขียนด้วยเลือด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!