บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 1

ศิลาแห่งจันทรา

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นสาบของดินชื้นและหินปูนที่อัดแน่นนับพันปีตีเข้าจมูกจนศศินต้องขมวดคิ้ว มือที่สวมถุงมือหนังเนื้อละเอียดของเขาสั่นระริกขณะปัดเศษฝุ่นหนาเตอะออกจากร่องหินเบื้องหน้า “อย่าแตะมัน ศศิน... สัญชาตญาณฉันบอกว่านี่ไม่ใช่แค่งานศิลปะของคนโบราณ” เสียงของรินรดาดังแว่วมาจากมุมมืดของถ้ำ น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความหวาดหวั่นที่เธอมักพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนักวิชาการ ศศินไม่ตอบ เขาเงียบพอๆ กับความตายในถ้ำแห่งนี้ สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยสลักที่ดูเหมือนกลุ่มดาวที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ดาราศาสตร์ใดๆ ในโลก ปมในใจที่คอยกัดกินเขามาตลอดสิบปี—วันที่ครอบครัวของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสถานที่ที่คล้ายคลึงกับถ้ำแห่งนี้—ดูเหมือนจะเต้นตุบๆ อยู่ในขมับ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อวิจัย เขามาเพื่อ ‘ทวงถาม’ “ริน... ดูนี่” เขาเค้นเสียงออกมา กระแสเสียงแหบแห้งแต่หนักแน่น ศศินใช้นิ้วชี้ลากไปตามรอยลึกบนผนังหิน ทันใดนั้น ความเย็นเยียบที่แล่นผ่านปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงที่ถูกขังมานานนับกาลเวลา พลันนั้นเอง แสงจันทร์ที่ควรจะถูกปิดกั้นด้วยเพดานถ้ำหนาทึบกลับส่องทะลุผ่านช่องโหว่ด้านบนลงมาเป็นลำแสงสีเงินยวงอาบไล้ศิลาที่อยู่ตรงหน้า ศิลาที่เคยดูไร้ค่ากลับเปล่งแสงสีครามจัดจ้าออกมาจากรอยจารึก ราวกับหัวใจที่กลับมาเต้นอีกครั้ง มันไม่ใช่แสงสะท้อน แต่มันคือการ ‘หายใจ’ ของสิ่งไม่มีชีวิต “มันกำลังเรียก...” ศศินพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างสะท้อนภาพศิลาที่ค่อยๆ แยกตัวออกเป็นกลีบดอกไม้หิน เผยให้เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่อยู่ภายใน—ตราประทับสีนิลที่มีกลิ่นอายของเลือดและความตาย “ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!” รินรดากรีดร้องขณะพุ่งตัวเข้ามาคว้าไหล่เขา แรงกระชากนั้นทำให้ศศินเซไปด้านหลัง แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องที่วัตถุนั้น “ริน เธอเห็นไหม... ตรานั่น สัญลักษณ์ของตระกูลวรารัตน์... มันฝังอยู่ในนี้มาเป็นพันปี!” ท่ามกลางความตื่นตระหนก เงาหนึ่งทอดยาวผ่านผนังถ้ำที่สั่นสะเทือน ร่างสูงสง่าในชุดสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืดของโขดหินอย่างแช่มช้า ฝีเท้าที่เงียบกริบดุจปีศาจหยุดลงห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นกำยานโบราณที่ฉุนกึกโชยมาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นของชายที่ดูเหมือนจะล่วงรู้ทุกความลับของจักรวาล “นักมานุษยวิทยาผู้ขี้สงสัยกับทายาทผู้พิทักษ์ที่ไร้ทางสู้” วรารัตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทว่าแฝงด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน “พวกเจ้าทำได้ดีมากที่ปลุก ‘กุญแจ’ แห่งเงาดับสูญขึ้นมา แต่ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปอย่างหนึ่ง... ว่าของสิ่งนี้ต้องใช้เลือดของ ‘คนที่ควรจะตายไปแล้ว’ เป็นเครื่องสังเวยเท่านั้น” ศศินก้าวขึ้นหน้าปกป้องรินรดา ร่างกายของเขาสั่นไหวด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งพล่าน “แก... แกคือคนที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของครอบครัวฉัน” วรารัตน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นดังก้องไปทั่วถ้ำ ราวกับมีคนนับร้อยกำลังหัวเราะเยาะเย้ยพวกเขาจากใต้พื้นดิน “ครอบครัวของเจ้าไม่ได้หายไปไหนหรอก ศศิน... พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของรอยจารึกนี้ไปนานแล้ว และวันนี้... เจ้ากำลังจะได้ไปสมทบกับพวกเขา!” วรารัตน์ยื่นมือออกไป ศิลาที่เรืองแสงสีครามพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเศษหินร่วงหล่นลงมา รินรดาคว้ามือศศินไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้น พื้นถ้ำใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็ทรุดฮวบลง กลายเป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้งที่ดูเหมือนปากอสูรที่กำลังหิวโหย ศศินรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ความมืดมิด เบื้องล่างนั้นไม่ใช่พื้นดิน แต่เป็นห้วงเวลาที่หมุนวนราวกับพายุที่รอคอยการกลืนกิน และในวินาทีที่เขากำลังจะหลุดร่วงไปชั่วนิรันดร์ เขาก็เห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น—ใบหน้าของบิดาที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปี กำลังยืนรอคอยเขาอยู่ท่ามกลางเปลวไฟสีครามที่ลุกโชนอยู่ในก้นบึ้งนั้น! เขาไม่ใช่คนตาย... แต่เขากำลังรอให้ศศินเป็นผู้มา ‘เปิด’ บันทึกที่เขากุมไว้ด้วยมือที่เน่าเปื่อยไปครึ่งแถบ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับข้า... แล้วเรามาพบกันใหม่ในความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าเดิม - เงาจันทราลี้ลับ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%