บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 43

รอยร้าวในมิติ

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอับชื้นของดินและคราบสนิมเหล็กคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้าที่กำลังฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ รินรดากำศิลาจารึกโบราณในมือแน่นจนข้อพับนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมกวาดมองสถาปัตยกรรมหินศิลาแลงสีดำทะมึกที่ผุดทะลุขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตของลานจอดรถใจกลางเมืองหลวงอย่างเป็นปฏิปักษ์ต่อกาลเวลา มันไม่ใช่ภาพหลอนและไม่ใช่เทคโนโลยีโฮโลแกรม... เสาหินแกะสลักรูปอสูรกายอ้าปากค้างเหล่านั้นมีอยู่จริง และพวกมันกำลังสั่นสะเทือน ส่งเสียงคำรามต่ำทึบราวกับสัตว์ดุร้ายที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลพันปี "ตั้งสติไว้ ริน" เสียงทุ้มต่ำของศศินดังลอดผ่านความโกลาหลรอบตัว นิ้วเรียวของเขาเอื้อมมาแตะข้อศอกเธอน้อยๆ เป็นการดึงสติ "อย่ามองรอยแยกบนท้องฟ้าตรงๆ นานเกินไป ประสาทสัมผัสของคุณกำลังถูกมิติเวลาบิดเบือน" รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เธอพยักหน้ารับช้าๆ แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก เมฆสีเทาครึ้มเบื้องบนไม่ได้กำลังก่อตัวเป็นพายุฝน แต่มันกำลังหมุนวนเป็นเกลียวสีครามเข้มราวกับปากอุโมงค์ขนาดมหึมา ที่น่ากลัวที่สุดคือ เงาร่างของสิ่งก่อสร้างยุคโบราณ—ปราสาทหินและกำแพงเมืองศิลาคร่ำครึ—กำลังทาบทับซ้อนลงมาบนตึกระฟ้าสมัยใหม่ แสงไฟนีออนกะพริบไหวราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของอดีตกาล "มันเริ่มแล้วค่ะ... วรารัตน์ไม่ได้แค่ต้องการปลุกพิธีกรรม แต่มันกำลังดึง 'ช่วงเวลา' นั้นให้กลืนกินปัจจุบัน" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ สายตาเพ่งมองไปยังใจกลางลานกว้าง ที่ซึ่งโครงสร้างเหล็กของตึกกำลังบิดงอส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดราวกับกระดูกที่ถูกหัก ไม่ไกลนัก ท่ามกลางหมอกควันสีเทาปนกลิ่นธูปโบราณ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของวรารัตน์ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นหินที่เพิ่งผุดขึ้นมาใหม่ มือเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งชูมีดสั้นโบราณขึ้นฟ้า ท่องมนตราด้วยภาษาที่ไม่มีมนุษย์คนใดในยุคปัจจุบันควรจะเข้าใจ เสียงสวดนั้นทุ้มต่ำและบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ทำให้ผู้คนที่ติดอยู่บริเวณนั้นล้มฟุบลงทีละคนด้วยอาการวิงเวียนคล้ายวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ศศินหรี่ตาลง ประเมินสถานการณ์ด้วยความสุขุม แม้ในใจจะตระหนักดีถึงปมในอดีต—หลุมพรางแห่งกาลเวลาที่เคยกลืนกินครอบครัวของเขาไปเมื่อยี่สิบปีก่อนกำลังเปิดอ้าออกอีกครั้ง "เรามีเวลาไม่มากก่อนที่รอยร้าวนี้จะปิดตาย วรารัตน์ตั้งใจจะใช้พลังงานจากจุดเชื่อมต่อมิติเพื่อย้อนเวลาและเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ หากปล่อยให้พิธีกรรมสมบูรณ์ ทั้งยุคปัจจุบันและอดีตจะพังทลายทับซ้อนกันจนไม่เหลือร่องรอยของมนุษยชาติ" "แล้วเราต้องทำอย่างไรคะ? ศิลาในมือฉันนี่... จะหยุดมันได้ไหม" รินรดายกศิลาโบราณขึ้นแสงสีฟ้าจางๆ จากรอยสลักเริ่มเปล่งประกายตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนรอบตัว "ได้... แต่คุณต้องเข้าไปใกล้แท่นพิธีนั้นมากพอที่จะกดศิลานี้ลงบนจุดศูนย์กลางของวงแหวนเวท" ศศินหันมามองเธอด้วยสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้ง แววตาของนักมานุษยวิทยาผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากฉายแววเด็ดเดี่ยว "ผมจะเบี่ยงเบนความสนใจของวรารัตน์เอง" "ไม่ได้นะคะ! มันอันตรายเกินไป คุณก็รู้ว่าวรารัตน์ควบคุมพลังงานรอบตัวได้..." รินรดาเอื้อมมือคว้าชายเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ความกลัวที่จะสูญเสียคนสำคัญไปฉายชัดบนใบหน้า สะท้อนผ่านดวงตากลมโตที่สั่นระริก ศศินส่งยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจท่ามกลางความหายนะ "เชื่อใจผม เหมือนที่ผมเชื่อใจคุณสิครับ... อ้อ ไม่ใช่..." เขาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้คำเรียกติดปาก ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง "เชื่อใจผมนะรินรดา" ไม่รอให้เธอได้ทักท้วง ศศินก็พุ่งตัวออกไปจากที่กำบังทันที ร่างสูงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหลบเศษซากปูนที่ร่วงหล่นจากอาคารเบื้องบนที่กำลังเหลื่อมล้ำกับมิติอดีต วรารัตน์ที่กำลังร่ายรำดาบพิธีกรรมหันขวับมามองผู้บุกรุก มุมปากแห้งกร้านยกยิ้มเหี้ยมเกรียม นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ลมพายุหมุนสีดำสนิทก็พุ่งเข้าใส่ศศินราวกับคมมีด รินรดาไม่รอช้า เธออาศัยจังหวะที่ความสนใจของผู้นำลัทธิถูกดึงไปที่ศศิน พุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกควันและแรงโน้มถ่วงที่ผิดเพี้ยนตรงไปยังแท่นหินใจกลางลานพิธี พื้นดินใต้เท้าเธอสั่นสะเทือนรุนแรง ภาพตึกรามบ้านช่องในปัจจุบันเริ่มเลือนหาย กลายเป็นผืนป่าทึบและซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณที่น่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก ก้าวแล้วก้าวเล่า... รินรดากัดฟันแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก แรงกดดันจากมิติที่บิดเบี้ยวทำให้ร่างทั้งร่างหนักอึ้งราวกับถูกหินผาทับ ในที่สุด เธอก็มาถึงขอบแท่นพิธี วรารัตน์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นเป้าหมายที่แท้จริง นางละมือจากการควบคุมพายุ หันมาซัดพลังงานสีดำเข้าใส่รินรดาเต็มแรง! ศศินที่พยายามฝ่าเข้ามาตะโกนสุดเสียง "ริน!" รินรดาหลับตาลง วินาทีแห่งความเป็นความตายบีบคั้นหัวใจ เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี พุ่งตัวกระโจนเข้าหาจุดศูนย์กลางของแท่นหิน พร้อมกับเงื้อมศิลาจารึกในมือขึ้นสุดแขน— ทว่า... ก่อนที่ศิลาจะสัมผัสพื้นผิวของแท่นพิธี พื้นดินเบื้องล่างกลับยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ และมือปริศนาคู่หนึ่งก็ยื่นออกมาจากความมืด คว้าข้อเท้าของรินรดาไว้แน่น พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ *“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... สายเลือดสุดท้ายแห่งผู้พิทักษ์”* เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติเวลาอันมืดมิดนี้ด้วยความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%