บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 44

ความโกลาหลของเวลา

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
“คุณเห็น... หรือเปล่าคะริน” เสียงกระซิบของศศินแหบพร่าจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงหึ่งต่ำๆ ที่สะเทือนมาจากพื้นดินเบื้องล่าง รินรดาไม่ตอบทันที หญิงสาวชะงักฝีมือที่กำลังกุมแผ่นศิลาโบราณไว้แน่น ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเมื่อไอหมอกสีเทาจัดที่ควรจะลอยอยู่เรื่อยเปื่อยตามพื้นป่า กลับรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหนาทึบ บิดเกลียวและหมุนวนคล้ายร่างของมนุษย์ที่กำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน บรรยากาศรอบกายในยามวิกาลของซากโบราณสถานแห่งนี้บิดเบี้ยวจนน่ากลัว เงาของเสาหินที่ควรทอดยาวไปตามทิศทางของดวงจันทร์ กลับฉีกขาดและพาดผ่านไปในมุมที่ฝืนธรรมชาติ นาฬิกาข้อมือแบบกลไกของศศินส่งเสียง ‘ติ๊กๆ’ ถี่รัวผิดปกติ เข็มวินาทีหมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะหยุดนิ่งสนิทที่เลขสิบสอง พร้อมๆ กับความหนาแน่นของอากาศที่กดทับลงมาจนแก้วหูอื้ออึง “เวลาไม่ได้แค่เดินช้าลงค่ะศศิน...” รินรดาเอ่ยเสียงสั่น ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสถูกความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากศิลาจารึก “แต่มันกำลังพังทลาย... สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมากเกินไปจนรอยต่อระหว่างภพเปิดออกแล้ว” คำพูดของเธอยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า หรือเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ แต่เป็นเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินกรวด... จังหวะจะโคนนั้นแม่นยำและเยือกเย็น เป็นจังหวะเดียวกับที่ศศินจำฝังใจว่ามันได้พรากเอาชีวิตของบิดามารดาไปเมื่อสิบปีก่อน ร่างในชุดสูทสีดำสนิทก้าวพ้นม่านหมอกออกมา ใบหน้านั้นคมคายแต่ไร้ซึ่งเลือดฝาด ผิวพรรณขาวซีดราวกับคนไร้วิญญาณ และดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับพิธีกรรมล้างบางในคืนจันทร์ดับ กลับมาจ้องมองพวกเขาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น “วรารัตน์...” ศศินพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยความรู้สึกที่ตีรันกันอยู่ในอก ทั้งแค้น ทั้งช็อก และไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “เป็นไปไม่ได้ แก... แกตายไปแล้ว ในห้องใต้ดินแห่งนั้น ฉันเห็นกับตาว่าศิลาทับร่างแกจนแหลกเหลว!” ชายชุดดำหัวנסเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหברי้วราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณซากโบราณ “ความตายเป็นเพียงแค่การเดินทางอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นหรอกนะคุณศศิน... คุณศึกษาเรื่องราวโบราณมาค่อนชีวิต แต่กลับมองไม่เห็นสัจธรรมข้อพื้นฐานที่สุดว่า กาลเวลาไม่เคยมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น... จะต้องวนกลับมาบรรจบกันเสมอ” รินรดาก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวไม่ใช่เพราะความเก่งกาจของวรารัตน์ แต่เป็นเพราะความจริงที่ปรากฏตรงหน้า—เงาร่างนับสิบที่ค่อยๆ ก้าวตามหลังวรารัตน์ออกมาจากความมืดมิด พวกเขามีใบหน้าที่คุ้นเคย เป็นผู้คนในหมู่บ้านละแวกนี้ที่เสียชีวิตไปจากโรคระบาดเมื่อหลายร้อยปีก่อน รวมถึงนักสำรวจคณะแรกที่สูญหายอย่างไร้ร่องรอยเมื่อศตวรรษก่อน ทุกคนเดินตรงมาด้วยท่าทีไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเบิกโพรงกลวงโบ๋ ไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญ มีเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ในโลก “พวกมัน... คนตายไม่ได้ไปเกิด” รินรดากล่าวเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้ติดขัด “พลังงานจากพิธีกรรมของลัทธิเงาดับสูญไม่ได้ใช้เพื่อชุบชีวิตใคร แต่มันดึงอดีตทั้งหมดให้มารวมกันในปัจจุบัน! เขากำลังทำให้เส้นเวลาทับซ้อนกัน!” “ฉลาดมากค่ะคุณรินรดา” วรารัตน์แย้มยิ้มกว้างขึ้น แววตาพราวระยับด้วยความกระหายอำนาจ “เมื่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตกลายเป็นจุดเดียวกัน ประตูแห่งมิติเวลาจะเปิดออก และองค์กรของเราจะสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ได้ตามต้องการ บรรพบุรุษของเราจะตื่นขึ้นมาปกครองโลกที่แท้จริง... โลกที่ไม่มีความตาย เพราะทุกอย่างถูกแช่แข็งไว้ชั่วนิรันดร์” ศศินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น ความโกรธเกรี้ยวเข้าครอบงำจิตใจจนความกลัวถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นโบราณที่เหน็บไว้ที่เอว แม้จะรู้ดีว่าอาวุธทางกายภาพไม่อาจทำอะไรสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้ แต่สัญชาตญาณของการเป็นมนุษย์ปฏิเสธที่จะยอมจำนน “แกมันคนบ้า!” ศศินคำราม ลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยว “การฝืนธรรมชาติมันมีราคาที่ต้องจ่าย และฉันจะไม่ยอมให้แกใช้ประวัติศาสตร์ของครอบครัวฉันมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างโลกนี้เด็ดขาด!” ศศินพุ่งตัวออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือการเข้าประชิดตัววรารัตน์และขัดขวางกลไกบางอย่างในมือของอีกฝ่ายที่กำลังส่องแสงสีนวลแปลกประหลาด แต่รวดเร็วยิ่งกว่าสายตาจะจับภาพทัน ร่างของวรารัตน์กลับเลือนหายไปในอากาศราวกับควันไฟ แล้วไปปรากฏตัวอีกครั้งที่เบื้องหลังของรินรดา “ระวังค่ะศศิน!” รินรดาร้องเตือนพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบมือที่เอื้อมมาคว้าไหล่ของเธอได้อย่างเฉียดฉิว ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ศศินชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมอง 1 ในร่างเงาของผู้ตายที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ก้าวพรวดเข้ามาประชิดตัวเขา มือที่แห้งกร้านราวกับกิ่งไม้แห้งคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนของศศิน ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากผิวหนังเข้าสู่กระดูกดำ ร่างกายของศศินชาวาบจนขยับไม่ได้ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งกาลเวลา ยิ่งไปกว่านั้น เสียงกระซิบนับร้อยนับพันก็ดังอื้ออึงขึ้นในโสตประสาทของเขา เป็นเสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร แต่มันบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวด ความตาย และการรอคอย “ปล่อยฉัน...” ศศินพยายามสะบัดแขนออกแต่ไร้ผล ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงทีละน้อย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มแยกตัวออกเป็นรอยแยกสีดำมืดสนิท ไม่มีก้นบึ้ง มีเพียงห้วงเวลาอันว่างเปล่าที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง รินรดาพยายามจะเข้ามาช่วย แต่ถูกร่างเงาอีกหลายร่างพุ่งเข้าขวางไว้ เธอใช้แผ่นศิลาในมือกระแทกใส่เงาร่างเหล่านั้นจนเกิดเสียงสะท้อนก้องป่า แต่จำนวนของคนตายมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันหมดสิ้น วรารัตน์ยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มสมเพช ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนชิดขอบรอยแยกแห่งกาลเวลาที่กำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขายกมือขึ้นสูง แสงสว่างสีม่วงเข้มสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ท้องฟ้ายามค่ำคืนแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด ดวงจันทร์สีนวลบิดเบี้ยวกลายเป็นสีดำสนิท “ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของเวลาค่ะคุณศศิน...” วรารัตน์หัวسเบาๆ “และเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของฉัน” ศศินรู้สึกว่าสติตำลังจะหลุดลอย ความทรงจำในวัยเด็ก ภาพวันที่ครอบครัวของเขาหายสาบสูญไปในถ้ำโบราณไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่กำลังถูกเร่งความเร็ว และในวินาทีที่เขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะดิ่งจมลงไปในความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์นั้นเอง มือข้างหนึ่งที่อบอุ่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็เอื้อมเข้ามากุมมือของเขาไว้แน่นจากความมืดอีกด้านหนึ่ง—มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสำรวจ และเป็นมือที่เขาคิดว่าไม่มีวันได้พบเจออีกแล้วในชาตินี้ “อย่าปล่อยมือเด็ดขาดนะลูก...” เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู พร้อมกับแรงฉุดกระชากอย่างรุนแรงที่ดึงร่างของศศินหลุดพ้นจากการเกาะกุมของคนตาย เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติเวลาอันมืดมิดนี้ด้วยความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%