บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 7

รอยแยกในมิติ

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอเมื่อครู่ ไม่ใช่ภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า ศศินผวากลับหลังด้วยสัญชาตญาณดิบ ปลายรองเท้าหนังบู้ทเกือบพลาดเหยียบลงบนซากอิฐศิลาแลงที่ผุกร่อนจนกลายเป็นฝุ่นผง ทว่าความมืดมิดภายในห้องโถงใต้ดินของปราสาทขอมโบราณกลับว่างเปล่า ไม่มีเงาร่างที่สาม ไม่มีเสียงกระซิบแหบพร่า มีเพียงกลิ่นอับชื้นของกาลเวลาและกลิ่นจางๆ ของธูปโบราณที่คล้ายเพิ่งถูกจุดขึ้นไม่นาน ปลายไฟฉายในมือสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะชีพจรที่เต้นโครมครามในอก "ศศิน! ทางนี้... คุณต้องมาดูนี่" เสียงของรินรดาแว่วมาจากมุมอับด้านในสุดของห้องโถง น้ำเสียงของเธอไม่ได้ตื่นตระหนก แต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่นจนเขารู้สึกได้ ศศินก้าวเท้าผ่านเสาศิลาแกะสลักรูปนางอัปสรที่บิดเบี้ยวผิดสัดส่วน แสงไฟฉายสาดส่องกระทบแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มันไม่ใช่แท่นบูชาทั่วไป พื้นผิวสลักด้วยลวดลายเรขาคณิตซับซ้อนที่เขาไม่เคยพบในตำรามานุษยวิทยาเล่มไหน ลายเส้นเหล่านั้นไม่ได้ขุดลึกลงไปในเนื้อหิน แต่กลับดูเหมือนถูก 'กดทับ' ลงไปด้วยความร้อนมหาศาลจนเนื้อหินหลอมละลายและแข็งตัวใหม่ในรูปทรงประหลาด รินรดากำลังใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือยางสัมผัสร่องรอยเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องเขม็งราวกับกำลังถอดรหัสรหัสผ่านที่อันตรายถึงชีวิต "ไม่ใช่ภาษาขอมโบราณ และไม่ใช่ภาษาสันสกฤต" รินรดาพึมพำโดยไม่เงยหน้าขึ้น "โครงสร้างไวยากรณ์คล้ายกับบันทึกตระกูลที่ฉันเคยเจอในห้องใต้ดินของปู่ แต่เก่าแก่กว่านั้น... เป็นพันปี หรืออาจจะเก่าแก่กว่ายุคสร้างปราสาทแห่งนี้เสียอีก" "มันบอกว่าอะไร?" ศศินทรตัวลงนั่งยองๆ ข้างเธอ ความเย็นยะเยือกแผ่ซึ้งจากพื้นหินขึ้นมาตามข้อต่อกระดูก ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากความมืดรอบด้านยังคงเกาะกุมท้ายทอย "มันไม่ใช่ตัวอักษรสำหรับอ่าน... แต่มันคือแผนผัง" รินรดาหันมามองเขา แววตาสั่นระริกสะท้อนแสงไฟฉาย "ศศิน ที่นี่ไม่ใช่ศาสนสถาน แต่มันคือ 'ประตู' ประตูที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนเส้นทางเดินของเวลา" ศศินขมวดคิ้ว "คุณกำลังพูดเรื่องอะไร เวลาไม่ใช่ถนนที่จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาได้" "ถ้ามันเป็นแค่เส้นตรง เราคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้" น้ำเสียงของรินรดาเย็นเยียบ เธอชี้แสงไฟไปที่รอยแตกตรงกลางแผ่นศิลา รอยแยกนั้นลึกมืดสนิท ราวกับมันไม่ได้ตัดผ่านแค่เนื้อหิน แต่กำลังฉีกขาดมิติอากาศตรงหน้าให้แยกออกจากกัน ชั่วแวบหนึ่ง ศศินเห็นประกายแสงสีครามแปลกประหลาดวาบผ่านรอยแยกนั้น พร้อมกับเงาสะท้อนในความมืดที่เคลื่อนไหวสวนทางกับความเป็นจริง เงาสะท้อนที่ไม่ใช่ของเขา... และไม่ใช่ของรินรดา ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนวาบเข้ามาในหัว พ่อและแม่ของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในซากโบราณสถานลักษณะเดียวกันนี้ ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุพลัดตกเหว แต่บันทึกหน้าสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ก่อนหายตัวไป มีลายเส้นที่ถอดแบบมาจากรอยแยกบนแผ่นศิลานี้ไม่มีผิดเพี้ยน! "พ่อ..." ศศินพึมพำโดยไม่รู้ตัว มือสั่นเทาเอื้อมออกไปหมายจะแตะรอยแยกนั้น "อย่า!" รินรดากระชากแขนเขากลับสุดแรง "คุณบ้าไปแล้วหรือไง นั่นไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แรงดึงดูดทางควอนตัมโบราณ หรือคาถาอาคมบางอย่างกำลังดึงกระแสเวลาบริเวณนี้เข้าหากัน ใครก็ตามที่สัมผัส... สติสัมปชัญญะหรือตัวตนของเขาอาจถูกดูดกลืนหายไปในห้วงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ!" ทว่า ก่อนที่ศศินจะได้ตอบโต้อะไร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ทางเข้าด้านหลัง *ตึง... ตึง... ตึง...* ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนคนเดียว แต่เป็นจังหวะการเดินที่พร้อมเพรียงราวกับกองทัพที่ไร้วิญญาณ กลิ่นอับชื้นถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมหวานชวนคลื่นไส้ของดอกไม้ราตรีที่บานในยามวิกาลและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ศศินผุดลุกขึ้นยืน ชักไฟฉายในมือพร้อมกับหยิบมีดพกอเนกประสงค์เล่มเล็กออกมาเป็นเครื่องป้องกันตัว รินรดากดตัวหลบหลังแผ่นศิลาพร้อมกับปิดไฟฉายเพื่ออำพรางตัว เหลือเพียงแสงสลัวจากรอยแยกมิติที่ยังคงเรืองแสงสีครามจางๆ เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวพ้นความมืดเข้ามาทีละคน สองคน... สามคน... พวกมันสวมหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูรไร้ปาก ดวงตาเจาะรูโบ๋ที่มืดสนิทไร้แววตา แต่สิ่งที่ทำให้ศศินแทบหยุดหายใจคือ บุคคลที่เดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น วรารัตน์... ชายชุดดำผู้เป็นผู้นำลัทธิ 'เงาดับสูญ' เขายกมือขึ้นถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเซียว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่ศศินราวกับผู้ล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในกรงขัง "ยินดีต้อนรับสู่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง, คุณศศิน" เสียงของวรารัตน์ก้องกังวาน ไม่ดังแต่กลับทรงพลังจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน "ฉันตามหารอยแยกนี้มาครึ่งชีวิต... และดูเหมือนว่า สายเลือดตระกูลของคุณ จะเป็น 'กุญแจ' ดอกสุดท้ายที่ขาดหายไปในการเปิดประตูบานนี้" วรารัตน์โบกมือขวาขึ้น ชายชุดดำสองคนพุ่งเข้าล็อกตัวรินรดาจากด้านหลังอย่างรวดเร็วจนเธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง ปลายมีดสั้นอาบยาพิษจ่อ1เข้าที่ลำคอระหง "ปล่อยเธอ!" ศศินคำราม พุ่งตัวจะเข้าไปช่วยแต่ถูกวรารัตน์ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เงาร่างประหลาดนับสิบก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน คว้าข้อเท้าของเขาไว้แน่นตรึงร่างเขาให้อยู่กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย วรารัตน์เดินเข้ามาใกล้ศศินทีละก้าว รองเท้าหนังเหยียบย่ำลงบนเศษซากโบราณวัตถุลั่นกรอบแกรบ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของศศินด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ *“พ่อแม่ของแกไม่ได้ตาย... พวกเขายังรอแกอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของเวลานี้ และตอนนี้... แกกำลังจะได้ไปพบพบบิดามารดาของแกแล้ว”* พร้อมกับคำพูดนั้น วรารัตน์กระชากแขนศศินพุ่งตรงไปที่รอยแยกมิติสีครามที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างทั้งสองให้ลอยหวือเข้าสู่ปากเหวแห่งกาลเวลา ขณะที่รินรดากรีดร้องเรียกชื่อเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ภาพทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปในความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง! --- *(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาข้ามกาลเวลานี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนที่ 8 ครับ — เงาจันทราลี้ลับ)*
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%