กลิ่นคาวสนิมเหล็กเข้มข้นจนแสบจมูก มันไม่ใช่กลิ่นของเลือดสดๆ แต่เป็นกลิ่นอับชื้นที่หมักหมมมานานนับศตวรรษจากซอกหลืบของกาลเวลา
ศศินไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา ปลายลิ้นของเขารสชาติฝาดเฝื่อนยามกวาดตามองไปยังร่างที่ก้าวพ้นม่านเงาออกมา หน้ากากทองคำรูปอสูรโบราณสะท้อนแสงสีเลือดจากศิลาจารึกในมือ มันไม่ใช่ทองคำธรรมดา แต่เป็นโลหะที่ดูดกลืนแสงรอบข้างจนทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รินรดาที่ยืนอยู่เคียงข้างตัวสั่นเทาเล็กน้อย มือเรียวบางของเผลอคว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น
"พวกคุณมาเร็วเกินไป... หรือแท้จริงแล้วโชคชะตาต่างหากที่นำพามาส่งถึงที่นี่"
เสียงแหบพร่าลอดผ่านหน้ากากอสูรออกมา มันก้องกังวานอยู่ในโถงกว้างราวกับไม่ได้มาจากลำคอของมนุษย์ แต่สะท้อนมาจากผนังหินที่สั่นระริก ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทขยับตัวช้าๆ ทว่าทรงพลัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินทิ้งรอยไหม้สีดำจางๆ ไว้เบื้องหลัง
ศศินก้าวเท้าขวาถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อสร้างมุมปะทะและปกป้องรินรดาโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงพินิจพิจารณาร่างเบื้องหน้า สมองของนักมานุษยวิทยาประมวลผลอย่างรวดเร็ว—สัญลักษณ์บนหน้ากากนั้นไม่ใช่ศิลปะขอมหรือทวารวดี แต่มันคือรูปแบบอักษรภาพยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาเคยเห็นในสมุดบันทึกที่หายไปของพ่อ รอยต่อของกาลเวลาที่เขาตามหามาครึ่งชีวิตกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า
"แกเป็นใคร... และต้องการอะไรจากศิลาแผ่นนั้น" ศศินถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยกระแสความกดดันที่พร้อมระเบิด
ภายใต้หน้ากากทองคำ ร่างนั้นหัวנסเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวهเราะแห้งแล้งคล้ายกระดาษทรายถูกเสียดสีกับพื้นหิน
"ต้องการหรือ? ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากมัน... ศศิน เพราะตัวของมันต่างหากที่กำลังเรียกหา *'ผู้สืบทอด'* เช่นเดียวกับที่มันเคยพรากบิดาของแกไปเมื่อยี่สิบปีก่อน"
คำพูดนั้นราวกับมีดคมกริบที่กรีดลงบนแผลเป็นในใจของศศิน ร่างกายของเขานิ่งค้างไปชั่วขณะ ความทรงจำอันเลือนรางในคืนที่พ่อหายตัวไปในซากปรักหักพังกลับมาเด่นชัด กลิ่นอายความตายแบบเดียวกันนี้... กลิ่นที่อบอวลไปด้วยความสิ้นหวังและเสียงกระซิบจากความมืด
"อย่าไปฟังมัน ศศิน!" รินรดากระซิบเสียงสั่น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อสังเกตเห็นบางสิ่ง "ดู... ดูที่เงาของมันสิ!"
ศศินก้มมองตาม เงาสีดำทึบบนพื้นของชายชุดดำไม่ได้ทอดตัวยาวไปตามทิศทางของแสงสีเลือดจากศิลา แต่มันกำลังบิดเบี้ยว ขยายใหญ่ และ... *ขยับได้เอง* เงาร่างนั้นแยกตัวออกจากเจ้าของ คลานไต่ขึ้นมาตามผนังหินราวกับแมงมุมยักษ์ไร้ร่าง มันแผ่ขยายไอเย็นยะเยือกที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวในพริบตา
"กฎแห่งความมืดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว" วรารัตน์—หรือชายชุดดำเอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆ ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ และดวงตาสีเทาไร้แววชีวิต "เงาจะตามติดพวกแก... มันจะไม่หยุดจนกว่าจะกลืนกินวิญญาณดวงสุดท้าย เพื่อเปิดประตูบานนั้นอีกครั้ง"
สิ้นคำพูด ร่างของชายชุดดำก็สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งเข้าหากลุ่มหนังสือโบราณรอบด้าน ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องโถงทันที แสงสีเลือดจากศิลาจารึกดับวูบลง เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวและเสียงหอบหายใจของคนทั้งสอง
รินรดากำแขนเสื้อของศศินแน่นขึ้น "เราต้องไป... ที่นี่อันตรายเกินไปแล้ว ศศิน"
ศศินไม่ได้ตอบทันที เขากวาดสายตามองไปในความมืดที่ไร้ทางออก ก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนผนังหินเบื้องหน้า รอยสลักโบราณที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีของเหลวสีดำข้นหนืดกำลังซึมออกมา และที่สำคัญที่สุด... *เงาสีดำสองร่าง* กำลังทอดยาวอยู่บนพื้น ทั้งๆ ที่ในห้องนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น!
และเงาร่างที่สาม... กำลังขยับคืบคลานเข้ามาใกล้ข้อเท้าของศศินอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นข้างใบหูของเขา... *“พบ... แล้ว”*
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความลับอันดำมืดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — เงาจันทราลี้ลับ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 6
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!