บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 30

เครื่องมือข้ามกาลเวลา

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
“ถ้าเราขยับเส้นเหล็กนี้ไปทางทิศตะวันตกเพียงหนึ่งมิลลิเมตร… โครงสร้างทั้งหมดที่คำนวณไว้จะพังทลายลงทันที เหมือนปราสาททรายที่รอวันถูกคลื่นซัด” รินรดาพึมพำขณะที่ปลายนิ้วสั่นเทาอยู่เหนือแผ่นหนังโบราณที่แทบจะเปื่อยยุ่ยเป็นผง แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวในห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์กะพริบถี่ราวกับหัวใจที่เต้นรัวของเธอ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของศศินที่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูห้องไม่ได้ช่วยให้ความกดดันลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ศศินหยุดเดินกะทันหัน เขาหันมามองหญิงสาวผ่านช่องว่างระหว่างชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขากระชับเสื้อโค้ทตัวหนาแน่นขึ้น ราวกับกำลังพยายามกักเก็บความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นพิมพ์เขียวตรงหน้า “เราไม่มีเวลาเหลือแล้ว ริน” ศศินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เฉียบคม “วรารัตน์ไม่ได้แค่กำลังตามหาของชิ้นนี้ แต่นางกำลัง ‘เปลี่ยน’ ร่องรอยของกาลเวลาที่ปกป้องสถานที่แห่งนั้นอยู่ ถ้าเธอยังถอดรหัสไม่ได้ อีกไม่เกินสามชั่วโมง ข้อมูลที่อยู่ในหัวพวกเราทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครจดจำได้อีก” รินรดาไม่ตอบ เธอจ้องมองรอยสลักที่ดูเหมือนอักษรภาพธรรมดา แต่เมื่อแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของเพดานหินทำมุมพอดี เส้นลายเหล่านั้นกลับขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต เธอหรี่ตาลง สูดลมหายใจลึก กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหยดเลือดจางๆ ที่เธอบังเอิญทำหกใส่แผ่นหนังเมื่อครู่กำลังซึมซับเข้าสู่จุดเชื่อมต่อของรหัสลับ “มันไม่ใช่เครื่องจักร… ศศิน” รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “แต่มันคือ ‘กรงขัง’ ที่ถูกดัดแปลงให้เป็น ‘ประตู’ ผู้สร้างมันขึ้นมาไม่ได้ต้องการข้ามเวลา แต่ต้องการดึง ‘อดีต’ ให้กลับมาทับซ้อนกับ ‘ปัจจุบัน’ เพื่อให้ลัทธิเงาดับสูญสามารถแทรกแซงช่วงเวลาที่พวกเขาสูญเสียอำนาจไป” ศศินก้าวเข้ามาใกล้ แสงจากตะเกียงฉายให้เห็นรอยย่นบนใบหน้าของเขาที่เคร่งเครียดกว่าครั้งไหนๆ เขาใช้มือวางลงบนขอบโต๊ะจนไม้ลั่นเสียงดัง “ถ้ามันคือประตูที่ถูกสร้างขึ้นแบบวิปริตแบบนั้น แล้วอะไรคือ ‘กุญแจ’ ที่จะปิดมันล่ะ?” “จังหวะชีพจรของดวงจันทร์” รินรดาลากนิ้วผ่านเส้นกราฟที่ซับซ้อนบนพิมพ์เขียว “หากเราใส่พลังงานเข้าไปผิดจุด มันจะไม่ใช่แค่ประตูเปิดออก แต่มันจะกลายเป็นหลุมดำที่จะกลืนกินทุกคนที่อยู่รอบรัศมีกิโลเมตรไปตลอดกาล” ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนอึดอัด เสียงโซ่ตรวนที่กระทบกันดังขึ้นแว่วๆ จากทางเดินด้านบน ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงหนู... แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่จังหวะสม่ำเสมอจนน่าขนลุก ศศินหันขวับไปทางประตู มือขวาของเขาเลื่อนไปแตะด้ามมีดพกที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงโดยสัญชาตญาณ “นางมาเร็วกว่าที่คิด” ศศินพึมพำ รินรดากัดริมฝีปากจนห้อเลือด เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด คือการปาดปลายนิ้วผ่านรอยสลักที่เป็นตัวล็อกกุญแจ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง ทันใดนั้น แผ่นหนังโบราณก็เริ่มส่องแสงสีเงินนวลตา อักขระที่เคยตายตัวกลับพุ่งออกมากลางอากาศราวกับโฮโลแกรมสามมิติที่สมบูรณ์แบบ มันเผยให้เห็นเครื่องจักรกลไกเฟืองเหล็กที่หมุนวนอยู่ใต้ผืนดินที่พวกเขาเหยียบอยู่ “ริน! หยุด!” ศศินตะโกน แต่ทุกอย่างสายเกินไป เมื่อรินรดาแตะลงที่จุดศูนย์กลางของพิมพ์เขียว เสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกฉีกกระชากดังสนั่นไปทั่วห้อง! ประตูห้องใต้ดินถูกพังเข้ามาด้วยแรงมหาศาล วรารัตน์ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูราวกับปีศาจ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด... สิ่งที่ทำให้น้ำแข็งเกาะกุมหัวใจของทั้งสองคน คือเงาที่ทอดยาวออกมาจากหลังของวรารัตน์ มันไม่ใช่เงาของคน แต่เป็นเงาร่างของชายหญิงสองคนที่ศศินจำได้แม่นยำว่าเป็นพ่อแม่ที่หายตัวไปเมื่อยี่สิบปีก่อน! พวกเขาไม่ได้แก่ขึ้นเลยแม้แต่วันเดียว และในมือของร่างนั้น... ถือชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของเครื่องมือข้ามกาลเวลาที่รินรดาเพิ่งจะถอดรหัสได้สำเร็จเอาไว้ในมือ “ขอบใจนะแม่หนู” วรารัตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง “ที่ช่วยเปิดทางให้บรรพบุรุษของเจ้าได้กลับบ้านเสียที” เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งสู่จุดพลิกผันของปริศนาในครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%