“อย่าแตะต้องมันถ้าคุณยังไม่อยากให้ดีเอ็นเอในร่างตัวเองกลายเป็นส่วนผสมของอสุรกายพวกนี้”
เสียงเย็นเยียบของศศินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับอยู่ในห้องใต้ดินขนาดมหึมา เขาไม่ได้หันไปมองรินรดา แต่ดวงตาคมกริบของเขากำลังจับจ้องไปยังหลอดแก้วทรงสูงที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ภายในนั้นไม่ใช่เพียงของเหลวสังเคราะห์ แต่มี ‘บางอย่าง’ ที่ดูเหมือนมนุษย์แต่ทว่ากลับมีเกล็ดคล้ายงูผุดพรายขึ้นตามผิวหนัง กำลังลอยคว้างอยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนสลัวสีฟ้าคราม
รินรดาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะแผงวงจรโบราณที่ฝังตัวอยู่กับกำแพงหิน ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะเมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจก สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางภาษาศาสตร์ในตอนแรก แท้จริงแล้วมันคือวงจรไฟฟ้าที่ถูกเขียนทับด้วยอักขระอาคม “มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสมัยใหม่นะคะศศิน... แต่เป็นพันธุกรรมที่ถูกผนึกด้วยคำสาป”
“นั่นคือเหตุผลที่ลัทธิเงาดับสูญถึงเลือกหุบเขานี้เป็นสถานีวิจัย” ศศินก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินโลหะที่ส่งเสียงครางแหลมทุกย่างก้าว “พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ฟื้นคืนชีพจอมขมังเวทย์ แต่กำลังสร้าง 'ภาชนะ' ที่สมบูรณ์แบบโดยการหลอมรวมวิทยาศาสตร์เข้ากับไสยศาสตร์ เพื่อให้ร่างนั้นทนทานต่อกาลเวลาที่บิดเบี้ยว”
บรรยากาศในสถานีวิจัยกลางหุบเขานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นของฟอร์มาลีนผสมกับกำยานกลิ่นอับชื้นที่หาคำบรรยายไม่ได้ รินรดารู้สึกเหมือนมีสายตาหลายร้อยคู่กำลังจับจ้องมาจากเงามืด เธอหยิบเครื่องอ่านรหัสลับออกมา แต่หน้าจอของมันกลับแสดงผลเป็นรูปดวงตาที่เปิดปิดซ้ำไปซ้ำมา—นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่มันคือการตอบโต้จากพลังงานบางอย่างที่อยู่รายรอบ
“ศศินคะ...” รินรดาเรียกเสียงเบา พลางบุ้ยปากไปยังจอภาพขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่กลางโถง “ดูนั่น... ลำดับการเรียงตัวของเบสในดีเอ็นเอพวกนี้ มันตรงกับแผนผังของตระกูลผู้พิทักษ์ที่ฉันเคยเห็นในบันทึกเก่าของบรรพบุรุษเป๊ะเลย”
ศศินขมวดคิ้วแน่น เขาเดินเข้าไปใกล้หน้าจอที่กำลังแสดงภาพจำลองโครงสร้างพันธุกรรมที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตู้กระจก ความตึงเครียดในแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ถูกเก็บงำไว้ใต้ความสุขุม “ถ้าพวกมันใช้ยีนของตระกูลผู้พิทักษ์เป็นต้นแบบ นั่นหมายความว่าพวกมันไม่เพียงแต่จะชุบชีวิตบรรพบุรุษจอมขมังเวทย์ แต่กำลังจะสร้าง 'กุญแจ' ที่มีชีวิตเพื่อใช้เปิดประตูมิติกาลเวลาที่ครอบครัวของฉัน... ถูกขังอยู่”
เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำที่เลือนลางเกี่ยวกับการหายตัวไปของบิดามารดาในเหตุการณ์สุริยคราสสีเลือดเมื่อยี่สิบปีก่อนฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง สถานที่แห่งนี้... สถานีวิจัยใต้ดินแห่งนี้ คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เขาตามหามาตลอดชีวิต
“เราต้องทำลายมัน” รินรดากล่าว พลางหยิบอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้าที่ประยุกต์มาจากยันต์อักขระขึ้นมาเตรียมพร้อม “ถ้าข้อมูลนี้รั่วไหลออกไป หรือถ้ามีร่างไหนหลุดรอดไปได้ ประวัติศาสตร์โลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล”
“ไม่ใช่แค่ทำลาย” ศศินสวนกลับขณะที่มือของเขาเริ่มรัวนิ้วลงบนแผงควบคุมหลัก “เราต้องดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาดูว่า ใครคือ 'ต้นแบบ' ของการทดลองนี้”
ทันใดนั้น แสงไฟนีออนในห้องก็เปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดงฉาน เสียงไซเรนที่ไม่ได้ดังจากลำโพง แต่ดังก้องอยู่ในมวลอากาศรอบตัวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพัน ประตูเหล็กกล้าที่ปิดตายอยู่ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระเบื้องโบราณ
วรารัตน์ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกราะ เธอไม่ได้พกอาวุธ มีเพียงสร้อยประคำที่ทำจากกระดูกนิ้วมือมนุษย์คล้องอยู่ที่คอ “มาได้เร็วกว่าที่คาดไว้มาก... ศศิน ลูกหลานผู้ทรยศ ต่อให้แกพยายามแค่ไหน แกก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าสิ่งที่แกเรียกว่า 'ครอบครัว' น่ะ จริงๆ แล้วเป็นเพียงบันไดให้ข้าก้าวไปสู่การเป็นพระเจ้า”
ศศินนิ่งงัน แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นห้ามรินรดาไม่ให้ขยับ “พระเจ้าที่ต้องพึ่งพาร่างสังเคราะห์เพื่อคงสภาพวิญญาณงั้นหรือ? วรารัตน์... สิ่งที่แกทำไม่ใช่การยกระดับ แต่คือการจองจำตัวเองไว้ในกรงขังพันธุกรรมที่แกไม่มีวันหนีพ้น”
“งั้นลองดูสิว่ากรงขังนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อเจ้าต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่แกตามหามาทั้งชีวิต” วรารัตน์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
ทันใดนั้น หลอดแก้วที่อยู่ตรงกลางโถงก็แตกกระจายออก ร่างของมนุษย์ทดลองที่ควรจะเป็นอสุรกายกึ่งสัตว์เดรัจฉานกลับค่อยๆ ลืมตาขึ้น และในวินาทีที่ดวงตาคู่หม่นนั้นจ้องมายังศศิน ชายหนุ่มก็ถึงกับหน้าถอดสี ร่างนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่กลับเป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่มีใบหน้าเหมือนกับบิดามารดาของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
“พ่อ... แม่?” ศศินพึมพำ เสียงของเขาขาดห้วง ร่างทั้งสองขยับกายอย่างเชื่องช้า เส้นผมยาวสลวยปลิวไสวไปกับแรงลมที่ปั่นป่วนอยู่ในโถงทดลอง ก่อนที่ร่างชายที่ดูเหมือนพ่อของเขาจะเงื้อดาบโบราณที่สลักลายอักขระสีเลือดขึ้นมา และพุ่งตรงเข้ามาหาศศินด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์!
เงาจันทราลี้ลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาไปพร้อมกันนะคะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 29
สถานีวิจัยกลางหุบเขา
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!