“อย่าปล่อยมือ... ริน!”
เสียงตะโกนของศศินขาดห้วงไปพร้อมกับสัมผัสที่หลุดลอยจากปลายนิ้ว ความมืดมิดในวินาทีนั้นไม่ได้เป็นเพียงการไร้แสงสว่าง แต่มันคือแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของรินรดาให้ดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหว เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นสาบสางของกาลเวลาที่ถูกกักขังมานานนับพันปี เสียงหัวเราะของวรารัตน์ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความว่างเปล่า เหมือนเสียงกรีดร้องที่ถูกแช่แข็งอยู่ในก้อนน้ำแข็งแห่งความทรงจำ
รินรดาพยายามยันกายลุกขึ้นจากพื้นดินที่เย็นเฉียบและขรุขระ เธอควานหาสิ่งของรอบตัวจนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับแท่งไฟฉายโลหะที่ตกอยู่ไม่ไกล แสงสีขาวนวลจากไฟฉายวูบวาบก่อนจะสว่างจ้า เผยให้เห็นสภาพเบื้องหน้า... ที่นี่ไม่ใช่ห้องใต้ดินธรรมดาของพิพิธภัณฑ์
มันคือโถงขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยหินศิลาแลงสีดำสนิท ผนังโดยรอบสลักลวดลายตัวอักษรโบราณที่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและขยับเขยื้อนได้ยามที่แสงไฟตกกระทบ ศศินนอนหมดสติอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนน่าตกใจ
“ศศิน! ศศินคะ!”
รินรดารีบคลานเข้าไปหา เขย่าไหล่ชายหนุ่มอย่างร้อนรน เปลือกตาของศศินค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาที่ดูเลื่อนลอยชั่วขณะ ก่อนที่ความคมชัดจะกลับคืนมา
“ที่นี่... ไม่ใช่ห้องเก็บของใต้ดิน” ศศินพึมพำ เสียงของเขาแหบพร่าพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “ดูรอยสลักนั่นสิริน มันไม่ใช่ภาษาตระกูลอารยธรรมที่เราเคยศึกษา แต่มันคือ... รหัสลับแห่งการย้อนกลับ”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งกุมที่หน้าอก สายตาจับจ้องไปที่แท่นหินใจกลางโถง ซึ่งมีกลไกฟันเฟืองทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาฝังอยู่ใต้ฐานรากของอาคาร บนฟันเฟืองนั้นไม่ได้มีเพียงตัวเลข แต่มีสัญลักษณ์ดวงดาวที่เรียงตัวกันอย่างประหลาด
“วรารัตน์หายไปไหน” รินรดาถามพลางยกไฟฉายส่องไปทั่วบริเวณ หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองรบ เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่หมุนวนอยู่รอบตัว ราวกับว่ากำแพงเวลาในสถานที่แห่งนี้กำลังบางลงจนเกือบจะโปร่งแสง
“นางอาจจะไม่ได้หายไปไหน” ศศินก้าวเดินไปที่แท่นหินช้าๆ นิ้วเรียวยาวไล้ไปตามรอยสลัก “นางแค่ซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างของวินาที... ที่เรามองไม่เห็น”
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงกลไกนาฬิกาโบราณเริ่มดังขึ้น—*ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...*—มันไม่ได้มาจากนาฬิกา แต่มาจากกำแพงหินทุกด้านที่ค่อยๆ ขยับตัวเลื่อนสลับตำแหน่ง เสียงหินครูดกับหินฟังดูเหมือนเสียงกระดูกที่เสียดสีกัน รินรดารีบคว้าสมุดบันทึกเล่มเก่าที่เธอพกติดตัวออกมา เธอเริ่มกวาดสายตาอ่านอักขระที่ศศินเพิ่งสัมผัส
“มันคือพิธีกรรม 'เงาดับสูญ'...” รินรดาหน้าซีดเผือด “ศศินคะ พวกเขาไม่ได้จะใช้ที่นี่เป็นทางผ่าน แต่พวกเขาจะใช้ที่นี่เป็น 'จุดถ่วงดุล' เพื่อลบประวัติศาสตร์บางช่วงทิ้งไป หากฟันเฟืองนี้หมุนครบรอบ วรารัตน์จะสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ที่คนในครอบครัวคุณหายตัวไปได้...”
ศศินชะงัก ร่างกายของเขาแข็งทื่อ คำว่า 'ครอบครัว' เหมือนเป็นเข็มพิษที่ทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
“หากเธอกลับไปในอดีต ณ จุดนี้ เธอก็จะกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครจะมีชีวิตอยู่ หรือใครจะต้องตายไปตลอดกาล”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเยียบและทรงพลังก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง มันไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มันดังออกมาจากเงาที่ทอดยาวบนผนังหิน เงานั้นเริ่มขยายตัวและก่อร่างสร้างเป็นรูปทรงของหญิงสาวที่มีดวงตาเป็นประกายสีเลือด
“ฉลาดนัก... รินรดา” เสียงของวรารัตน์ดังขึ้น ราวกับว่านางกำลังพูดอยู่ในหูของพวกเขา “แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง ความลับใต้ฐานรากนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อชุบชีวิตคนตาย แต่มันมีไว้เพื่อแลกเปลี่ยน... ชีวิตหนึ่ง ต้องแลกด้วยอีกหนึ่งชีวิต”
วรารัตน์ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดหลังแท่นหิน มือข้างหนึ่งถือคริสตัลสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงไฟฉายไปจนสิ้น
“ศศิน...” วรารัตน์ยิ้มมุมปาก “เจ้าอยากรู้ไหมว่าใครคือคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษา 'บันทึกรอยจารึก' นี้เอาไว้เมื่อหนึ่งพันปีก่อน? คนที่เจ้าตามหามาทั้งชีวิต... คนที่ทิ้งเจ้าไว้เพียงความว่างเปล่า”
ศศินถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือของเขาเย็นเยียบจนสั่นเทา เมื่อวรารัตน์ชูคริสตัลขึ้น แสงจากตัวมันส่องสว่างจนเผยให้เห็นภาพสะท้อนภายในผลึก... ในนั้นไม่ใช่ภาพของอดีตที่สูญหาย แต่เป็นภาพของ 'ศศิน' ในวัยเด็กที่กำลังยืนร้องไห้อยู่ในห้องลับแห่งนี้ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งในชุดโบราณกำลังเอามีดปักลงบนฟันเฟืองทองสัมฤทธิ์เพื่อปิดผนึกประตูเวลา
และหญิงสาวคนนั้น... มีใบหน้าเหมือนกับรินรดาไม่ผิดเพี้ยน
รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับกำแพงเย็นเฉียบขณะที่ศศินค่อยๆ หันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวงเกินกว่าจะบรรยาย
“ริน...” ศศินพึมพังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ทำไม... ทำไมใบหน้าของเธอถึงไปปรากฏอยู่ในบันทึกเมื่อพันปีก่อนได้?”
ในวินาทีนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง กลไกฟันเฟืองเริ่มหมุนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว รินรดารู้สึกเหมือนมีแรงมหาศาลดึงดูดเธอเข้าไปหาแท่นหินนั้น ร่างกายของเธอเริ่มโปร่งแสงขึ้นทีละน้อย ในขณะที่วรารัตน์ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ
“ไม่มีใครหนีพ้นจากกงล้อแห่งกาลเวลาหรอกศศิน” วรารัตน์กล่าวพลางยื่นมือออกมา “ถ้านางไม่ตายที่นี่... ประวัติศาสตร์ของเจ้าก็จะไม่เกิดขึ้น และเจ้าก็จะกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีใครจดจำตลอดกาล!”
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้คุณผู้อ่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกนี้ด้วยกันค่ะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 11
ความลับใต้ฐานราก
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!