บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 10

พิธีกรรมแรก

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!” เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ศศินชะงักงัน แม้สติสัมปชัญญะของเขาจะพร่าเลือนไปชั่วขณะภายใต้แรงบีบมหาศาลจากฝ่ามือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งนั่น แต่เสียงเรียกนั้นก็เหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกระแสประสาท เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ซึมผ่านรอยแตกของศิลาจารึกโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่แค่การซึมผ่านธรรมดา แต่มันราวกับถูก ‘ดูดกลืน’ เข้าไป ศิลาที่เคยแห้งกรังและไร้ชีวิตกลับส่งเสียงครางแผ่วเบาเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากภวังค์อันยาวนาน “ศศิน! ถอยออกมา!” รินรดาพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเขาไว้ อีกมือหนึ่งดึงมีดสั้นเล่มเล็กที่สลักลวดลายแปลกตาออกจากเอว หญิงสาวไม่ได้ลังเล เธอใช้คมมีดกรีดลงบนฝ่ามือตัวเองอย่างเด็ดขาด ก่อนจะทาบมันลงบนรอยแยกของศิลาที่เลือดของศศินกำลังไหลรินลงไป ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถงใต้ดิน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งคู่ กลิ่นอายของความตายและกลิ่นสาบของกาลเวลาตลบอบอวล ศิลาจารึกเริ่มเปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ ขึ้นจากรอยแยกนั้น มันไม่ใช่แสงจากธรรมชาติ แต่มันคือแสงที่สะท้อนถึงการตื่นขึ้นของพันธสัญญาที่ถูกลืมเลือน “คุณกำลังทำอะไร...” ศศินกระซิบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่า สายตาจับจ้องไปที่ภาพตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่นผสมความตื่นตะลึง “เลือดของคุณ... มันไม่ใช่เลือดของคนธรรมดา ศศิน” รินรดาหันมามองเขา ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้แฝงไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด “ครอบครัวของคุณไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ พวกเขาคือผู้ถือกุญแจ และตอนนี้... กุญแจดอกนั้นกำลังเรียกร้องหาเจ้าของ” ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นจากใต้พื้นดิน ฝุ่นผงโบราณร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ ศิลาจารึกที่เคยสงบนิ่งกลับหมุนวนดั่งฟันเฟืองจักรกลที่ทำงานด้วยกลไกเลือด รอยอักขระโบราณนับพันเริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต พวกมันไม่ได้อยู่นิ่ง แต่กลับเลื้อยพันไปมาตามผิวศิลาเหมือนอสรพิษที่หิวโหย “มันเริ่มแล้ว” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง ศศินและรินรดาหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกัน ในความมืดมิดนั้น ร่างสูงใหญ่ของวรารัตน์ก้าวออกมา เขาไม่ได้ดูตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม เขากลับคลี่ยิ้มออกมาด้วยความปิติราวกับรอคอยวินาทีนี้มาตลอดชีวิต ในมือของเขาถือคัมภีร์หนังมนุษย์ที่สั่นไหวไปตามแรงดึงดูดของศิลา “ยินดีต้อนรับสู่พิธีกรรมแรก กุญแจเลือดที่ข้าตามหามานานนับร้อยปี” วรารัตน์กล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ “เจ้าคิดหรือว่าที่เจ้ากลับมาที่นี่ เป็นเพราะความบังเอิญ? ศศิน... ทุกรอยเท้าที่เจ้าก้าวเดิน คือเข็มทิศที่ข้านำทางเจ้ามาตลอด” ศศินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มย้อนกลับมาเป็นฉากๆ ภาพของพ่อและแม่ในวัยเด็กที่เตือนเขาเสมอว่า ‘อย่าให้เลือดของเจ้าไหลลงบนผืนดินนี้’ มันไม่ใช่คำสาป แต่มันคือคำเตือนถึงภาระที่เขากำลังแบกรับโดยไม่รู้ตัว “แกต้องการอะไรจากฉัน” ศศินเค้นเสียงถาม ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะอำนาจบางอย่างในตัวเขากำลังตอบรับต่อศิลาจารึกอย่างรุนแรง “ข้าต้องการเปิดประตูบานนั้น” วรารัตน์ชี้ไปยังใจกลางศิลาที่เปิดแยกออกเผยให้เห็นความว่างเปล่าสีดำสนิท “ประตูที่จะย้อนคืนกาลเวลา และนำบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่กลับมาครองอำนาจอีกครั้ง... ด้วยเลือดของเจ้าไงล่ะ” รินรดาขยับตัวเข้ามาบังศศินไว้ “ฉันไม่มีวันยอมให้แกทำแบบนั้น วรารัตน์! ตระกูลผู้พิทักษ์ไม่ได้มีไว้เพื่อสนองตัณหาของคนบ้าอำนาจอย่างแก!” “งั้นเจ้าก็จงตายไปพร้อมกับความจงรักภักดีที่ไร้ค่าเถอะ” วรารัตน์สะบัดมือ เสียงคำรามประหลาดดังขึ้นรอบทิศทาง เหล่าเงามืดที่เคยนิ่งสงบเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของนักรบไร้หัวที่ถือดาบเล่มใหญ่ ศศินจ้องมองรอยแผลที่ฝ่ามือของตนเอง เลือดที่ยังคงไหลไม่หยุดกลับไม่ได้เป็นสีแดงเข้มเหมือนเดิม แต่มันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำข้นราวกับหมึกจีน เขารู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลวนอยู่ในกระแสเลือด พลังที่สามารถทำลายล้างหรือสร้างสรรค์ใหม่ได้ในชั่วพริบตา เขาหลับตาลง ตัดเสียงความวุ่นวายรอบข้างทิ้งไป สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขาทำอะไรบางอย่าง... สิ่งที่เขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่ามันคือการช่วยเหลือหรือการนำหายนะมาสู่โลก เมื่อเขาลืมตาขึ้น ดวงตาของศศินไม่ได้มีสีดำเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่มันกลับวาวโรจน์ด้วยแสงสีเงินยวงประหนึ่งแสงจันทร์ในคืนที่มืดมิดที่สุด เขาไม่ได้หันไปหาวรารัตน์ แต่หันไปทางศิลาจารึกแล้ววางมือลงบนใจกลางรอยแยกนั้นอย่างแรง “ถ้าอยากได้นัก ก็เอาไป!” ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของทุกคนก็ยุบตัวลง เสียงกรีดร้องของวิญญาณดังระงมไปทั่วหุบเขา แสงสีดำทะลักออกมาจากรอยแยกของศิลาพุ่งเข้าใส่ร่างของวรารัตน์จนเขาปลิวไปกระแทกผนังถ้ำ แต่ทว่า... ร่างของศศินกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อความว่างเปล่าสีดำเริ่มกลืนกินตัวเขาเข้าไปช้าๆ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นมือของศศินเริ่มเลือนหายกลายเป็นไอสีเงิน “ศศิน! หยุดนะ!” รินรดาคว้ามือเขาไว้ ทว่าสิ่งที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ผิวหนังมนุษย์ แต่มันกลับเย็นเฉียบและว่างเปล่าราวกับจับต้องอากาศ ในวินาทีที่เงาดำกำลังจะกลืนกินร่างของเขาจนหมดสิ้น ศศินหันมามองรินรดาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย “ริน... จำไว้ว่ารอยจารึกนี้ไม่ได้บอกวิธีเปิดประตู แต่มันบอกวิธีที่จะ ‘ปิด’ มันตลอดกาล” เขากระชากมือของรินรดาออก แล้วกระโดดลงไปในใจกลางความมืดมิดนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะของวรารัตน์ที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางความมืดที่ดับสนิทลงในฉับพลัน! ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาไปกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%