"อย่าฝืน... ถ้าปลายนิ้วเอ็งยังสั่นเป็นเจ้าเข้าแบบนั้น ริน"
เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังของปู่มิ่งดังแทรกขึ้นกลางความเงียบงัน คมมีดเชฟเหล็กกล้าคาร์บอนสูงที่รินถืออยู่หยุดชะงัก ห่างจากข้อนิ้วชี้ข้างซ้ายเพียงเสี้ยวเซนติเมตร ปลายเล็บของเขาขาวซีดเพราะแรงเกร็งที่สะกดกลั้นไว้ในอุ้งมือมาตลอดบ่าย
ไม่มีเสียงตอบรับจากเชฟหนุ่ม มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกที่สะดุดเป็นห้วงๆ เขาวางมีดลงบนเขียงไม้มะขามหนาหนักอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแรงกระทบเพียงนิดจะทำให้เศษเสี้ยวความรู้สึกที่แตกร้าวภายในระเบิดออกมา
รินทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งเตี้ยหน้าเตาไฟ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมใบหน้า กลิ่นเหล็กเย็นชืดของใบมีดยังติดอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่สิ่งที่ฉาบฉายอยู่ในมโนสำนึกกลับเป็นกลิ่นควันไฟ กลิ่นไหม้เกรียมของห้องครัวในภัตตาคารหรูเมื่อหลายปีก่อน และเสียงหวูดรถพยาบาลที่มาสายเกินไปสำหรับลมหายใจของอาจารย์
"ผม... ทำต่อไม่ไหวครับปู่" รินเอ่ย น้ำเสียงแห้งผากสั่นสะท้าน "วันนี้ลูกค้าชมว่าซุปเห็ดโคนของผมรสชาติดีจนทำให้เขานึกถึงบ้าน แต่ทำไมในอกผมมันถึงได้ว่างเปล่าขนาดนี้ก็ไม่รู้ มันกลวง... เหมือนผมกำลังขโมยความสุขของคนอื่นมาปั้นเป็นอาหาร ทั้งที่หัวใจตัวเองเน่าตายไปแล้ว"
ปู่มิ่งไม่ขยับเข้ามาประคอง ไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนที่สวยหรู ชายชราวัยเจ็ดสิบเศษเพียงแต่ทิ้งตัวลงนั่งบนท่อนไม้ฝั่งตรงข้าม ค่อยๆ หยิบยาสูบใบตองแห้งขึ้นมามวนช้าๆ ประกายไฟจากไม้ขีดสว่างวาบสะท้อนในดวงตาฝ้าฟางที่มองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งของความเจ็บปวด
"เอ็งทำอาหารเยียวยาคนอื่นมานับร้อยนับพันจาน ริน" ปู่มิ่งพ่นควันสีเทาจางออกทางจมูก "แต่เอ็งเคยถามกระเพาะตัวเองบ้างไหม ว่ามันอยากได้อะไร... วันที่เอ็งล้มคว่ำ เอ็งเคยก้มลงเก็บเศษใจตัวเองมาต้มยำทำแกงบ้างหรือยัง?"
คำถามนั้นทิ่มแทงลงกลางใจ รินนิ่งอึ้ง เขานึกย้อนไปถึงชีวิตเชฟที่ผ่านมา ทุกจานคือความสมบูรณ์แบบเพื่อลูกค้า เพื่อคำชม เพื่อรักษามาตรฐาน และเพื่อชดใช้ตราบาปในอดีต แต่ไม่เคยมีสักจาน... ที่เขาทำขึ้นมาเพื่อซับน้ำตาให้ตัวเองอย่างแท้จริง
"คนเราน่ะนะ เวลาเศร้าจนกลืนน้ำลายไม่ลง มันไม่ได้ต้องการอาหารเหลาหรอก" ชายชราเคาะขี้เถ้าทิ้ง "ลุกขึ้น... ไปหยิบหม้อดินเผาใบเล็กหลังบ้านมา ถ้าอยากจะร้องไห้ ก็ร้องใส่น้ำซุปให้มันจบๆ ไปในคืนนี้"
รินสูดลมหายใจลึก ยันกายลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่เริ่มกลับคืนมาทีละน้อย เขาเดินไปหยิบหม้อดินเผาใบเก่าตามที่ปู่บอก วัตถุดิบบนโต๊ะเตรียมอาหารในค่ำคืนนี้ไม่มีของหรูหราเลิศเลอ ไม่มีเห็ดทรัฟเฟิล ไม่มีเนื้อวากิวลายหินอ่อน มีเพียงวัตถุดิบพื้นบ้านที่แสนจะธรรมดา
หมูสับติดมันบดหยาบ เกี้ยมฉ่ายดองในไหดิน ขิงแก่แง่งอวบที่ปู่มิ่งเพิ่งขุดมาจากชายป่า และกากหมูเจียวใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอบอวล
นี่คือเมนูที่รินเคยกินเพียงครั้งเดียวในชีวิต... ในวันที่เขาสอบตกการคัดเลือกเข้าครัวใหญ่ในวัยสิบแปดปี วันที่เขากลับมานอนซมอยู่ในห้องเช่ารูหนูพร้อมน้ำตาเปียกหมอน และเป็นอาจารย์ผู้ล่วงลับที่แอบผลักประตูเข้ามาพร้อมชามดินเผาใบเล็กที่ส่งควันหอมฉุย
*‘ข้าวต้มบะช่อเกี้ยมฉ่ายน้ำซุปขิง’*
รินเริ่มลงมือ กลิ่นควันฟืนและเนื้อไม้แห้งจากเตาไฟเริ่มทำให้อุณหภูมิในครัวอบอุ่นขึ้น เขาใช้มีดทุบขิงแก่ลงบนเขียงเสียงดัง *ตึง!* แรงกระแทกนั้นหนักแน่นคล้ายการปลดปล่อยตะกอนอารมณ์ที่อัดแน่น ขิงแก่ถูกซอยเป็นเส้นบางอย่างประณีต ความฉุนร้อนระอุของมันลอยแตะจมูก เรียกหยาดเหงื่อเม็ดเล็กให้ผุดพรายบนหน้าผาก
ในกระทะเหล็ก รินตักน้ำมันหมูแท้ลงไปหนึ่งช้อน ตามด้วยกระเทียมไทยกลีบเล็กตำหยาบ เสียงกระเทียมกระทบน้ำมันร้อนดัง *ซู่!* ฟองอากาศเดือดพล่าน รินใช้ตะหลิวคนวนเป็นวงกลมสม่ำเสมอ กลิ่นหอมฉุนละมุนของกระเทียมเจียวค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม เขารีบตักขึ้นพักไว้พร้อมกากหมูกรอบชิ้นเต๋า ก่อนที่ความร้อนจะทำให้มันขม
จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนของ ‘บะช่อ’ รินใช้สันมีดสับเนื้อหมูติดมันซ้ำๆ ผสมกับพริกไทยขาวเม็ดที่โขลกจนแหลกละเอียด เหยาะน้ำปลาดีที่หมักจากปลากะตักแท้ลงไปเพียงปลายนิ้วสัมผัส กลิ่นคาวปลาจางหายไป เหลือเพียงความหอมเค็มลึก เขานวดเนื้อหมูด้วยมือเปล่าจนเนื้อเนียนเหนียวจับตัวเป็นก้อน
น้ำสต็อกกระดูกหมูที่เคี่ยวค้างไว้บนเตาถ่านถูกตักใส่ลงในหม้อดินเผา เมื่อน้ำแกงเดือดพล่านส่งเสียงปุดๆ รินค่อยๆ ใช้ช้อนปั้นหมูบะช่อหย่อนลงไปทีละก้อน ก้อนเนื้อหมูจมดิ่งลงสู่ก้นหม้อ ก่อนจะค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำซุปสีอำพัน ส่งกลิ่นหอมหวานของเนื้อสัตว์ที่ผสานกับน้ำต้มกระดูก
เขาใส่เกี้ยมฉ่ายที่ล้างน้ำจนคลายความเค็มจัดลงไป ความเปรี้ยวอมเค็มของผักดองเริ่มแทรกซึมเข้าสู่น้ำแกง ตัดเลี่ยนและชูรสชาติให้มีมิติ ตามด้วยขิงซอยเส้นสดที่จะมอบความเผ็ดร้อนลึกซึ้ง แล่นผ่านลำคอเพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บและความเศร้าหมอง
ท้ายที่สุด รินตักข้าวสวยก้นหม้อที่หุงสุกกำลังดี เมล็ดข้าวร่วนแต่ยังนุ่ม ใส่ลงไปในชามดินเผา ตักน้ำซุปเดือดๆ พร้อมหมูบะช่อเนื้อเด้งและเกี้ยมฉ่ายราดลงไปจนท่วม เม็ดข้าวค่อยๆ ดูดซับน้ำซุปรสกลมกล่อมเข้าไปจนพองตัว โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวกากหมูกรอบ พริกไทยป่น และคื่นช่ายสดสีเขียวเข้ม
กลิ่นหอมของชามข้าวต้มตรงหน้า ไม่ใช่กลิ่นของอาหารราคาแพง แต่มันคือกลิ่นของ ‘ความปลอดภัย’ กลิ่นของบ้าน กลิ่นของคนที่พร้อมจะให้อภัยในวันที่เราพ่ายแพ้ที่สุด
"กินสิ" ปู่มิ่งที่นั่งมองเงียบๆ เอ่ยขึ้น "อาหารน่ะ มันซื่อสัตย์กว่าใจคนเยอะ เอ็งใส่อะไรลงไป มันก็คืนรสชาตินั้นกลับมาให้เอ็ง"
รินประคองชามดินเผาด้วยสองมือ ความร้อนแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือที่เคยสั่นเทา เขายกช้อนขึ้นตักน้ำซุปใสที่เคลือบด้วยน้ำมันกระเทียมเจียวบางๆ เป่าเบาๆ ก่อนจะส่งเข้าปาก
สัมผัสแรกคือความหวานลึกของกระดูกหมูที่ผ่านการเคี่ยวนานหลายชั่วโมง ตามติดมาด้วยความเปรี้ยวละมุนที่สดชื่นของเกี้ยมฉ่าย และปิดท้ายด้วยความเผ็ดร้อนแล่นพล่านของขิงแก่กับพริกไทยขาวที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ไหลลงสู่ลำคอจนแผ่นอกอุ่นวาบ หมูบะช่อเมื่อเคี้ยวลงไปกลับนุ่มเด้ง ฉ่ำหวาน และมีรสเค็มกลมกล่อมแทรกซึมในทุกอณูเนื้อ
น้ำตาหยดแรกของรินร่วงเผาะลงบนตัก
ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากอดีต แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ว่า หัวใจที่ด้านชาและแห้งแล้งของเขา ได้รับการโอบกอดและเยียวยาด้วยรสชาติที่เขาทำขึ้นมาเอง
เขากลืนข้าวต้มลงคอทีละคำ เคี้ยวช้าๆ รับรู้ถึงความกรุบกรอบของกากหมู ความนุ่มของเมล็ดข้าว และความอุ่นของน้ำซุปที่ค่อยๆ ละลายก้อนหินหนักอึ้งในอก ความรู้สึกผิดที่เกาะกินจิตใจเรื่องอาจารย์ไม่ได้หายไปไหน แต่มันเปลี่ยนรูป... จากเปลวไฟที่คอยแผดเผา กลายเป็นถ่านอุ่นๆ ที่คอยเตือนสติว่า เขายังมีชีวิตอยู่ และยังมีหน้าที่ต้องก้าวเดินต่อไป
"ขอบคุณครับปู่" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาแดงก่ำแต่ประกายไฟแห่งชีวิตได้หวนคืนกลับมาในแววตาคู่นั้นอีกครั้ง
"ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยริน เอ็งปรุงมันเองทั้งนั้น" ปู่มิ่งยิ้มบางๆ รอยย่นรอบดวงตาเต็มไปด้วยความเมตตา "จำรสชาติตอนที่เอ็งอ่อนแอไว้ให้ดี เพราะมันจะเป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่สุด เวลาที่เอ็งต้องทำอาหารให้คนที่กำลังหมดแรงในวันข้างหน้า"
คืนนั้น ลมหนาวเริ่มพัดกรูลงมาจากยอดเขา เปลวไฟในเตาฟืนส่งเสียงปะทุเปรี๊ยะเป็นระยะ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงแมลงกลางคืน รินวางชามเปล่าลงบนโต๊ะ หัวใจของเขาสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับปี
ทว่า... ความสงบนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน
*กึก... กึก... กึก...*
เสียงเคาะประตูด้านหน้าของร้านอาหารหลังเขาดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดในยามวิกาล ดึกดื่นป่านนี้บนเส้นทางเปลี่ยวร้าง ไม่ควรจะมีใครเดินทางขึ้นมาถึงที่นี่ได้
รินและปู่มิ่งหันไปมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ แววตาของปู่มิ่งเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและระแวดระวังทันที ชายชราเอื้อมมือไปคว้าไม้พลองข้างฝา ขณะที่รินก้าวเดินนำไปที่ประตูด้านหน้าเพื่อปลดกลอนไม้
บานประตูไม้สักเก่าแก่แง้มเปิดออกช้าๆ ลมกรรโชกแรงหอบเอาไอเย็นเยียบและกลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างพัดกวาดเข้ามา
ใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แกว่งไกว มีร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทเปื้อนคราบโคลนยืนหอบหายใจรวยริน ใบหน้าซีดเผือดเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ และในอ้อมแขนที่สั่นเทาของชายแปลกหน้าคนนั้น กำลังกอดกระเป๋าหนังโบราณใบหนึ่งไว้แน่น—กระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้มที่มีรอยไหม้ตรงมุมขวา รอยไหม้รูปหยดน้ำตาที่รินจำได้ติดตาจนวันตาย เพราะมันคือ ‘กระเป๋าเก็บบันทึกสูตรลับประจำตระกูล’ ของอาจารย์ ที่ควรจะมอดไหม้ไปในกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อน!
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้าง และร่วมสัมผัสรสชาติอันอบอุ่นในหัวใจของรินไปด้วยกันนะครับ
ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน•ตอนที่ 22
เมนูปลอบใจตัวเอง
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!