ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน•ตอนที่ 21

ความสับสนในจิตใจ

ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดด้วยมือ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นอายดินชื้นหลังฝนตกในยามบ่าย แต่สำหรับรินแล้ว กลิ่นเหล่านั้นกลับไร้ความหมายในวินาทีนี้ เมื่อกระดาษแผ่นบางในมือสั่นสะเทือนตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้สักเก่า "นายจะปล่อยให้ความทรงจำสีเทาๆ พวกนั้น มาฉุดรั้งอนาคตของร้านที่นายเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมาด้วยกันจริงๆ หรือริน" เสียงของพิมพ์พรรณยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท หญิงสาวผู้เป็นทั้งอดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจและเพื่อนสนิทคนสำคัญ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว คำพูดของเธอเมื่อวานนี้ยังคงสร้างแรงกระแทกอันรุนแรงต่อความรู้สึกภายในจิตใจของเชฟหนุ่มผู้กำลังหลงทาง ร้าน 'รอยรส' ในเมืองหลวงไม่ใช่แค่ตึกแถวเก่าๆ ที่ถูกรีโนเวทใหม่ แต่มันคือหยาดเหงื่อ ความฝัน และคราบน้ำตาในช่วงเริ่มต้นเส้นทางสายอาหารของเขาและเธอ การทิ้งมันไว้เบื้องหลังแล้วหนีมาซ่อนตัวอยู่หลังเขาแห่งนี้ คือการหนีความจริง หรือเป็นการเยียวยาแผลใจกันแน่... รินเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว "จดหมายฉบับนั้น... และทางเลือกที่เธอยื่นให้ มันช่างโหดร้ายเสียจริงนะพิมพ์" รินพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นผืนป่าสีเขียวขจีที่ทอดยยาวสุดลูกหูลูกตาและความสงบเงียบที่เคยโอบกอดเขาไว้ แต่วันนี้ ความสงบนั้นกลับกลายเป็นความอึดอัดที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก บนโต๊ะไม้ทื่อๆ ตรงหน้า มีสมุดบันทึกสูตรอาหารเล่มหนาที่เปื้อนคราบซอสและรอยหมึกจางๆ วางอยู่ มันคือผลงานของอาจารย์ผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งอุบัติเหตุในครัววันนั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืน การกลับไปกรุงเทพฯ หมายถึงการเผชิญหน้ากับความผิดพลาด ความกดดันจากวงการอาหารระดับสูง และสายตาพิพากษาจากผู้คน แต่การอยู่ที่นี่... ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันคือการใช้ชีวิตอยู่บนความขี้ขลาด ปู่มิ่งเดินถือตะกร้าหวายบรรจุเห็ดป่าสดๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ ชายชราผู้ผ่านโลกมามากเหลือบมองสีหน้าเคร่งเครียดของหลานชายจำเป็นอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยทักทายอะไรทันที ปู่มิ่งเพียงแค่วางตะกร้าลง ชงชาร้อนกลิ่นสมุนไพรป่าหอมละมุนรินใส่จอกดินเผายื่นให้ "ชาใบหม่อนป่า... ช่วยให้ลมปราณในอกไหลเวียนสะดวกขึ้นนะพ่อหนุ่ม" ปู่มิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้าม รินรับจอกชาอุ่นๆ มาถือไว้ ไอความร้อนช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บปลายนิ้วได้บ้าง แต่ไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นที่เกาะกุมอยู่ในขั้วหัวใจได้เลย "ปู่ครับ... ถ้าคนเราต้องเลือกระหว่างการกลับไปรับผิดชอบสิ่งที่พังทลายลงด้วยมือตัวเอง กับการใช้ชีวิตเงียบๆ เพื่อรักษาแผลใจไม่ให้มันฉีกขาดไปมากกว่าเดิม ทางไหนคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ครับ" รินเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ สายตาจับจ้องระลอกคลื่นเล็กๆ ในจอกชาที่ไหวตามแรงสะท้อนของลมหายใจ ปู่มิ่งยกชาขึ้นจิบช้าๆ ดื่มด่ำกับรสชาติฝาดเล็กน้อยแต่หวานชุ่มคอในตอนท้าย ก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น "รินเอ๋ย... ป่าแห่งนี้ไม่เคยปฏิเสธสายฝนที่ตกลงมา แม้ว่าบางครั้งมันจะทำให้ดินโคลนเละเทะและต้นไม้บางต้นโค่นล้ม แต่น้ำฝนนั้นแหละที่หล่อเลี้ยงให้รากใต้ดินแข็งแรงขึ้นในฤดูกาลถัดไป เจ้ากำลังมองหา 'ความถูกต้อง' หรือเจ้ากำลังวิ่งหนี 'ความจริง' กันแน่เล่า" คำถามสั้นๆ แต่บาดลึกถึงทรวงใน รินชะงักค้าง ใบหน้าคมคายฉายแววเจ็บปวดอย่างชัดเจน ภาพตึกแถวของร้านรอยรสซ้อนทับขึ้นมาในหัว สมุดบัญชี ตัวเลขการลงทุน และความคาดหวังของพนักงานในร้านที่ต้องตกงานเพราะการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเขา ทุกอย่างล้วนเป็นความจริงที่เขาพยายามหลบซ่อนไว้ภายใต้ฉากหน้าของสโลว์ไลฟ์และการทำอาหารบำบัดจิตใจในหมู่บ้านห่างไกลนี้ พรุ่งนี้... คือกำหนดเส้นตายที่พิมพ์พรรณจะตัดสินใจเปลี่ยนตึกแถวร้านรอยรสให้กลายเป็นคอนโดมิเนียมหรูตามคำประกาศิต หากเขาไม่ส่งเสียงตอบรับใดๆ กลับไป รินสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงเพื่อซึมซับกลิ่นอายของธรรมชาติเป็นครั้งสุดท้าย นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปสัมผัสปกสมุดบันทึกสูตรอาหารของอาจารย์อย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังขอพรครั้งสุดท้ายจากวิญญาณผู้ล่วงลับ หัวใจของเชฟหนุ่มเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความลังเลที่ถ่วงดึงเขาไว้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดที่ไม่อาจทนอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาที่เคยอ่อนล้าและไร้ประกาย บัดนี้กลับมีความเด็ดเดี่ยวบางอย่างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน รินหันไปมองหน้าปู่มิ่งด้วยความรู้สึกขอบคุณล้นปรี่ที่ชายชราคอยประคับประคองเขาในยามที่เปราะบางที่สุด "ผมคิดว่า... ผมรู้แล้วครับว่าผมต้องทำอะไร" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นกว่าเดิม แม้ลึกๆ ในอกจะยังคงสั่นไหวอยู่ไม่น้อยก็ตาม ปู่มิ่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก พยักหน้ารับอย่างเข้าใจราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว "ไปเถอะ... รสชาติที่แท้จริงของอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าครัวนั้นจะตั้งอยู่บนยอดเขาหรือใจกลางเมืองใหญ่ แต่มันอยู่ที่ว่า 'หัวใจ' ของคนปรุงยังคงซื่อสัตย์ต่อรสชาติและผู้คนมากแค่ไหนต่างหากล่ะ" รินหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องครัวทันที มือเรียวหยิบผ้ากันเปื้อนสีเข้มตัวโปรดขึ้นมาสวม เตรียมตัวจะจัดการกับวัตถุดิบที่เหลืออยู่เพื่อทำอาหารมื้อสุดท้ายในฐานะเชฟผู้หลบหนี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะจุดไฟเตาถ่านเพื่อเตรียมปรุงอาหารนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* รินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาเปิดร้าน และชาวบ้านในละแวกนี้ก็มักจะส่งเสียงเรียกหน้าบ้านมากกว่าจะเคาะประจกอย่างเป็นทางการเช่นนี้ เขาเดินแกมวิ่งออกมาที่ส่วนต้อนรับหน้าร้าน และเมื่อบานกระจกใสสะท้อนภาพบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องนอก รินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลมหายใจสะดุด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ไม่ใช่พิมพ์พรรณ... และไม่ใช่ชาวบ้านคนใดในหมู่บ้าน บุคคลที่ยืนส่งยิ้มบางๆ อยู่หลังกระจกใส พร้อมกับรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากซึ่งเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือบุคคลที่เขาคิดว่าไม่มีวันได้พบหน้าอีกตลอดชีวิตในชาตินี้ "สวัสดี... ริน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ลูกศิษย์รักของฉัน" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อาหารและหัวใจของรินได้เติบโตไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%