“ถ้าเจ้าจะยืนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำแบบนั้น ต่อให้เป็นน้ำเปล่าก็คงรสชาติเหมือนน้ำตา”
เสียงแหบพร่าของปู่มิ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับอยู่ในครัวไม้เก่าผุพัง รินสะดุ้งสุดตัว มือที่สั่นเทาเผลอกำช้อนไม้แน่นจนปลายนิ้วขาวซีด เขาไม่ได้หันไปมองชายชราที่ยังคงนั่งกอดอกพิงเสาไม้ทาสีลอกร่อนอยู่มุมห้อง สายตาของรินจดจ้องไปที่คราบน้ำแกงที่กระเด็นเปื้อนพื้นดินแฉะชื้นจากการที่เขาทำช้อนหลุดมือเมื่อครู่
หญิงสาวที่เพิ่งจากไป—คนที่ทิ้งคำขู่ไว้ราวกับท้าทายกฎเกณฑ์ของป่าแห่งนี้—ไม่ได้ทำให้เขากลัวเท่ากับความรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ ที่เขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เหมือนกับตอนที่อาจารย์ของเขาจากไปในครัวสเตนเลสอันเย็นเฉียบ
“ทำไมปู่ถึงไม่โกรธ” รินถาม เสียงแหบแห้ง “เขาท้าทายท่านนะ”
“ข้าจะโกรธทำไมในเมื่อนางหิว” ปู่มิ่งลุกขึ้นช้าๆ ข้อเข่าลั่นดังกร๊อบตามจังหวะก้าวย่าง เขาเดินตรงมาที่เตาฟืนเก่าคร่ำคร่า “คนหิวไม่มีเหตุผลหรอกริน ความแค้นในใจน่ะมันทำให้อิ่มท้องไม่ได้ แต่น้ำซุปดีๆ สักหม้อ... อาจจะเปลี่ยนความคิดคนได้”
รินมองฝ่ามือตัวเอง ความร้อนจากเปลวไฟในอดีตที่เคยเผาผลาญความมั่นใจของเขาจนกลายเป็นเถ้าถ่านยังคงตามหลอกหลอน เขาถอยห่างจากเตาเหมือนคนถูกลวก แต่แล้วเสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะที่ไม่มั่นคงนัก
“ลุงมิ่งครับ... แม่บอกว่าให้เอาผักมาฝาก”
เด็กชายตัวจ้อยในชุดเสื้อยืดสีซีดจางโผล่หน้าเข้ามา ดวงตาโตใสซื่อทอดมองไปที่หม้อดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาอย่างสนใจ กลิ่นดินหลังฝนตกผสมกับกลิ่นไอชื้นของป่าเริ่มโชยมาปะทะจมูก รินเห็นเด็กคนนั้น—สายตาของเขามันเหมือนกับเด็กในหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญหลายๆ ที่ที่รินเคยไปผ่านตา พวกเขาไม่มีอะไรให้กินนอกจากข้าวกับเกลือและผักลวกขมๆ
“หิวไหมเจ้าตัวเล็ก?” ปู่มิ่งถามพลางบุ้ยปากไปทางริน “เชฟคนใหม่เขากำลังจะทำ ‘ซุปใสในวันฝนพรำ’ ถ้าเจ้าไม่อยากกินน้ำลายตัวเอง ก็รีบๆ ขยับตัวซะ”
รินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาไม่ได้อยากทำอาหาร ไม่ใช่ในสภาพจิตใจแบบนี้ แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กชายกลับเหมือนตะขอที่เกี่ยวหัวใจเขาไว้แน่น เขาจำต้องหยิบมีดด้ามเก่าที่ผ่านการลับจนบางเฉียบขึ้นมา
กระบวนการทำอาหารเริ่มขึ้นโดยปราศจากบทสนทนา รินหยิบรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเม็ดลงไปตำในครกหิน จังหวะการตำที่สม่ำเสมอเริ่มเปลี่ยนความโกลาหลในใจให้กลายเป็นสมาธิ เขาหยิบหัวไชเท้าที่เพิ่งถอนขึ้นมาจากสวนข้างหลังมาปอกเปลือก เสียงมีดคมกริบกระทบเขียงไม้ดัง *ฉับ... ฉับ...* อย่างนุ่มนวล
เขาไม่ได้ทำอาหารตามสูตรระดับมิชลินที่เคยเรียนมา แต่นี่คือการปรุงด้วยวัตถุดิบที่ ‘มี’ รินเลือกใส่หมูสับที่หมักกับซีอิ๊วขาวเพียงเล็กน้อยลงไปในน้ำเดือดปุดๆ เขาคอยช้อนฟองอากาศที่ลอยขึ้นมาทิ้งอย่างใจเย็น การเฝ้ามองน้ำซุปที่ค่อยๆ ใสราวกับกระจกสะท้อนเงาของเขาเอง ทำให้รินรู้สึกเหมือนหัวใจที่แตกสลายเริ่มถูกสมานเข้าด้วยกันทีละน้อย
“ปรุงรสอย่าให้กลบความหวานของผัก” ปู่มิ่งเอ่ยเตือนโดยไม่ต้องหันมามอง “ธรรมชาติไม่ได้ใจร้ายกับเราเสมอไปหรอก ถ้าเรารู้จักฟังสิ่งที่มันบอก”
รินโรยผักชีต้นหอมที่หั่นซอยไว้อย่างประณีตลงไปในหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วกระท่อมไม้เก่าๆ มันไม่ใช่กลิ่นหรูหราจากเครื่องเทศราคาสูง แต่เป็นกลิ่นของ ‘บ้าน’... กลิ่นที่ทำให้คนหิวโหยรู้สึกเหมือนได้กลับมาพักพิง
เขาตักซุปใส่ถ้วยดินเผาใบเก่ง ยื่นให้เด็กชายที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ มือเล็กๆ นั้นรับถ้วยไปพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาปิด ก่อนจะซดน้ำซุปร้อนๆ เข้าไปคำแรก ท่ามกลางเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาบนหลังคาสังกะสีข้างนอกนั่น
“อร่อยจังครับ!” เด็กชายอุทาน “พี่ทำอร่อยเหมือนกับที่แม่เคยทำให้กินตอนที่แม่ยังไม่ไปทำงานในเมืองเลย”
รินชะงัก คำพูดเรียบง่ายของเด็กน้อยกลับพุ่งเข้าปะทะใจเขาเหมือนถูกตบหน้า ความหมายของ ‘อาหาร’ ที่เขาหลงลืมไปนานแสนนานมันอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง... ไม่ใช่การประดับจานให้สวยงามหรือการคว้าดาวบนฟ้า แต่คือการมอบความอบอุ่นให้แก่ผู้ที่กำลังเหน็บหนาว
เขามองดูเด็กน้อยกินซุปจนหมดถ้วยด้วยความสุข ปู่มิ่งเดินเข้ามาตบไหล่รินเบาๆ “เห็นไหม ริน... คนเราถ้าไม่รู้จักความหิว ก็ไม่มีวันรู้จักคุณค่าของความอิ่มหรอก”
ทันใดนั้น เสียงเบรกของรถยนต์คันหรูที่แล่นฝ่าโคลนเลนดังลั่นเข้ามากระแทกโสตประสาท เสียงประตูรถเปิดออกพร้อมกับส้นสูงที่ย่ำลงบนพื้นดินแฉะๆ อย่างไม่แคร์อะไร รินหันไปมองทางหน้าต่างไม้ที่แง้มอยู่ เขาเห็นหญิงสาวคนเดิม—คนที่ขู่เขาในตอนที่แล้ว—เดินถือถุงเอกสารสีน้ำตาลก้าวตรงมาที่บันไดบ้านด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“ลุงมิ่ง!” เสียงของนางดังกังวานแทรกเสียงฝน “หนูตัดสินใจแล้ว... ถ้าลุงไม่ยอมขายที่ดินแปลงนี้ให้พวกเรา ก็เตรียมตัวรับหมายศาลไล่ที่ได้เลย!”
รินมองไปที่ปู่มิ่งที่ยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้รินใจหายวาบ คือแววตาของปู่มิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อมองเห็นเอกสารในมือนาง มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นแววตาของคนที่เห็น ‘จุดจบ’ ของทุกอย่างที่เขารักมาตลอดชีวิต
“นางไม่ได้มาคนเดียวหรอกริน” ปู่มิ่งกระซิบเบาๆ ราวกับลมหายใจ “คนที่ตามหลังมานั่นแหละ... คือสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมอาจารย์ของเจ้าถึงตาย”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรินในตอนที่ 2 นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - กาแฟโบราณแก้วโต
ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน•ตอนที่ 2
ซุปใสในวันฝนพรำ
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!