ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด•ตอนที่ 5

ลุยภาคสนามแบบไม่ทันตั้งตัว

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"ถ้าคุณยังยืนกรานจะเอาร่มกระดาษสามาสู้กับแดดสี่สิบองศาที่กาญจนบุรีตอนนี้ ผมเกรงว่าเราคงต้องเปลี่ยนโลเคชันจากกองถ่ายโฆษณา เป็นกองถ่ายภาพยนตร์สารคดีชีวิตรันทดแทนนะครับ คุณครีเอทีฟ" เสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาของกรณ์ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจของทีมงานยกกอง ร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทและกางเกงคาร์โก้ลุยป่าก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัว พิมพ์รตาที่กำลังยืนกางร่มคันจิ๋วท่ามกลางไอแดดระอุ สะดุ้งโหยงจนเกือบทำสคริปต์ในมือร่วงหล่นพื้น เธอกัดริมฝีปากแน่นอย่างนึกหมั่นไส้ผู้กำกับหน้านิ่งรายนี้เหลือเกิน ตั้งแต่ล้อรถตู้แตะพื้นดินโลเคชันกลางแจ้งนี่ ปากคมๆ ของเขาก็ทำหน้าที่เชือดเฉือนความมั่นใจของเธอไม่หยุดหย่อน "นี่ไม่ใช่ร่มกระดาษสานะคะ... เอ๊ย! ร่มผ้าไหมญี่ปุ่นต่างหากเล่าคุณกรณ์!" พิมพ์รตาเผลอตัวเถียงเสียงแข็ง ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความฮึดสู้ แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มผุดพรายเต็มกรอบหน้าสวยจนผมปรกเปียกชื้น "แล้วอีกอย่าง คอนเซปต์ 'สาวออฟฟิศผู้พิชิตธรรมชาติ' มันต้องมีความคอนทราสต์ระหว่างความเก๋กับความลำบาก ถึงจะดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายของเรณุกาได้เข้าใจไหมคะ?" "แต่แดดตรงนี้ไม่ได้มีความเก๋หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่จะเผาให้สมองครีเอทีฟสายดีดอย่างคุณฝ่อไปซะก่อน" กรณ์ถอนหายใจยาว พลางดึงหมวกแก๊ปสีเข้มออกจากศีรษะมาพัดไล่ความร้อนเบาๆ สันจมูกโด่งรั้นและกรอบหน้าคมคายที่ชุ่มเหงื่อกลับยิ่งขับเน้นความดูดีแบบไม่ต้องพยายาม จนพิมพ์รตาเผลอชะงักไปชั่ววินาทีหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ ให้ตายเถอะ... ผู้ชายบ้าอะไร หน้าตาดุเป็นเสือโคร่งแต่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงโลกได้เก่งชะมัด! "ไม่ต้องมามองหน้าผมแบบนั้นเลยครับ ไปช่วยธนัตถ์เช็คคิวไฟหน้ากองโน่นเลย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังจะน็อคเพราะความร้อนอยู่แล้ว ถ้าวันนี้งานพังเพราะแบตกล้องหมด คุณเตรียมรับมือกับเรณุกาทางโทรศัพท์ได้เลย" กรณ์ออกคำสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหน้ามอนิเตอร์โดยไม่รอฟังคำท้วงติงใดๆ อีก พิมพ์รตาเม้มปากฮึดฮัด กระทืบเท้าเบาๆ ลงบนพื้นดินแห้งผากด้วยความขัดหมั่น "ผู้กำกับอะไร ใจร้ายใจดำยิ่งกว่าแดดตอนเที่ยงวันซะอีก!" แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่ขาเรียวก็ก้าวฉับๆ ไปยังจุดที่ธนัตถ์กำลังยืนปาดเหงื่อเช็ดอุปกรณ์อยู่ โปรดิวเซอร์หนุ่มหน้าตาตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาหาเธอทันทีที่เห็นหน้า "ยัยพิมพ์! แย่แล้วโว้ย! แผ่นสะท้อนแสงตัวหลักลมพัดหักคามือพี่ช่างไฟเมื่อกี้ แถมรถเสบียงที่สั่งน้ำแข็งมาส่งก็ยางแตกอยู่กลางทางด่วน ตอนนี้ทีมงานเริ่มหน้ามืดกันเป็นแถบแล้ว เรณุกาเพิ่งโทรมาจิกสายแทบไหม้ว่าขอเช็คฟุตเทจแรกภายในบ่ายนี้ให้ได้!" ธนัตถ์ร่ายยาวรวดเดียวจบ สีหน้าเคร่งเครียดจนเหี่ยวย่น พิมพ์รตาสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองที่ปกติก็ทำงานด้วยความเร็วสูงอยู่แล้ว ยิ่งเร่งรอบจัดขึ้นไปอีกภายใต้สถานการณ์วิกฤต "ใจเย็นๆ ธนัตถ์... เรื่องแผ่นสะท้อนแสง เอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดสีเงินในกองสำรองมาดัดแปลงขึงกับโครงเหล็กเก่าก่อน ส่วนเรื่องน้ำแข็ง..." เธอกวาดสายตาไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว "โน่น! ร้านขายของชำตรงทางเข้าไร่ มีถังน้ำแข็งใหญ่อยู่ เดี๋ยวฉันวิ่งไปจัดการเอง นายเคลียร์ตรงนี้ให้เรียบร้อย!" พูดจบ พิมพ์รตาก็ไม่รอช้า เธอคว้าหมวกปีกกว้างมาสวมทับแล้ววิ่งฝ่าแดดเปรี้ยงไปยังเป้าหมายทันทีโดยไม่ฟังเสียงท้วงของเพื่อนสนิท ความร้อนระอุแผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นดินจนรองเท้าผ้าใบแทบละลาย เม็ดเหงื่อไหลย้อยเข้าตาจนแสบเคือง แต่พิมพ์รตาก็ยังคงวิ่งเหยาะๆ อย่างไม่คิดจะย่อท้อ พลังงานในตัวเธอดูดซับเอาความกดดันทั้งหมดมาเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนตามสไตล์ครีเอทีฟสายดีดตัวแม่ แต่ทว่า... ความร้อนและอาการขาดน้ำก็เล่นงานเธอเข้าจนได้ ในจังหวะที่ก้าวข้ามผ่านกองฟางแห้งริมทาง จู่ๆ โลกทั้งใบก็หมุนเคว้งคว้าง ภาพตรงหน้าพร่ามลายกลายเป็นสีขาวโพลน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงลงฉับพลัน *แย่ล่ะสิ...* นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดฮวบลงกับพื้น "พิมพ์!" เสียงตะโกนเรียกชื่อที่เต็มไปด้วยความตกใจสุดขีดดังแว่วมาเหนือโสตประสาท ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะไม่ได้สัมผัสกับความเจ็บปวดของพื้นดินแข็งกระด้างอย่างที่คิด แต่กลับถูกรวบเข้าสู่อ้อมกอดที่คุ้นเคย แผงอกกว้างและกลิ่นอายความสะอาดเจือกลิ่นแดดจางๆ ปะทะเข้ากับจมูก พิมพ์รตาพยายามกเปลือกตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคมคายของกรณ์ที่บิดเบี้ยวด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด แววตานิ่งสนิทที่เคยเยชาในยามปกติ บัดนี้กลับฉายประกายความตระหนกและเกรี้ยวกราดเจือความห่วงใยอย่างรุนแรง "คุณนี่มันดื้อด้านจริงๆ เลยนะครับ!" กรณ์เอ็ดเสียงลอดไรฟัน ขณะที่แขนแกร่งช้อนร่างเธอขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม "บอกให้รออยู่หน้าเซ็ต ดันวิ่งมาตากแดดจนเป็นลมหมดสติอยู่กลางทางเนี่ยนะ อยากสร้างภาระให้คนอื่นเขานักหรือไง!" "ฉัน... ฉันแค่อยากไปหาน้ำแข็งมาช่วยทีมงาน..." พิมพ์รตาเถียงเสียงแผ่วเบา เรียวปากแห้งผากซีดเซียวจนน่าใจหาย กรณ์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนระทึกใจ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง อุ้มร่างบางเดินมุ่งหน้ากลับไปยังร่มเงาของเต็นท์กองถ่ายทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงพรึงเพริดของทีมงานนับสิบชีวิตที่หันมามองเป็นตาเดียว เขาวางเธอนั่งลงบนเก้าอี้สนามอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบคว้าขวดเกลือแร่เย็นจัดที่ธนัตถ์ส่งให้มาเปิดฝาแล้วจ่อริมฝีปากเธอ "ดื่มซะ อย่าเพิ่งเถียงผมเด็ดขาด ไม่งั้นผมจะหักเงินเดือนคุณข้อหาขัดคำสั่งผู้กำกับ" พิมพ์รตารับขวดน้ำมาดื่มอึกๆ อย่างว่านอนสอนง่าย ความเย็นชื่นใจไหลผ่านลำคอช่วยกู้ชีวิตเธอให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ทีละน้อย ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองหน้าผู้กำกับหนุ่มที่ยืนกอดอกจ้องเธอเขม็งด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "ขอบคุณนะคะ... ที่ช่วยไว้" เธอกระซิบเสียงเบาอย่างไม่คุ้นเคยกับการอ่อนข้อให้ใคร กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับเธอ มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่เปียกชุ่มเหงื่อออกจากหน้าผากมนอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่แตะโดนผิวแก้วทำเอาหัวใจดวงน้อยของพิมพ์รตากระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ "ถ้าคุณเป็นอะไรไปกลางกองถ่ายผมขึ้นมาจริงๆ..." กรณ์เว้นจังหวะ เลื่อนสายตาคมกริบลงมองริมฝีปากอิ่มที่ยังคงเผยอน้อยๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้ม "คนที่จะเป็นบ้าตายก่อนใคร... อาจจะไม่ใช่เรณุกาก็ได้นะครับ" คำพูดกำกวมพร้อมกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงาม ทำให้โลกทั้งใบของพิมพ์รตาราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاงเฮงของธนัตถ์ก็ดังแทรกบรรยากาศสีชมพูขึ้นมาทันควัน "เฮ้ย! ผู้กำกับ! ทีมงานจากเอเจนซี่มาถึงแล้วโว้ย เรณุกาลงจากรถมาเองเลยวะ!" กรณ์ผละตัวออกห่างจากเธอในเสี้ยววินาที ทว่าสายตาคมปลาบยังคงจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะคาดคั้นคำตอบบางอย่าง — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ผมเสมอนะครับ — "ปราณธาตุเก้าสุริยัน"
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%