“คุณกำลังใช้ความเงียบเป็นเกราะกำบัง หรือใช้มันเพื่อซ่อนความขี้ขลาดกันแน่ครับ คุณกรณ์”
เสียงกระด้างที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของพิมพ์รตาไม่ได้เจือความสนุกสนานเหมือนทุกครั้ง ตรงกันข้าม มันคือความอึดอัดที่ถูกอัดอั้นมานานตลอดโปรเจกต์ โต๊ะทำงานตัวยาวในห้องประชุมใหญ่ยามเที่ยงคืนเหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะตัวเดียว บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ชัดเจน
กรณ์ที่กำลังก้มหน้าตรวจสตอรี่บอร์ดชะงัก ปากกาในมือร่วงกระทบโต๊ะเบาๆ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนฟ้องชัดว่าคำพูดเมื่อครู่เข้าไปสะกิดแผลลึกในใจเข้าให้แล้ว
“คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินผมจากสิ่งที่เห็นแค่เปลือกนอก พิมพ์รตา” เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมา ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะคุ้ม
กันตัวตนของเขาเริ่มมีรอยร้าว
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ล่ะคะ... เอ้ย! ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ล่ะครับ ในเมื่อคุณเหยียบย่ำความตั้งใจของฉันด้วยความเย่อหยิ่งของคุณมาตลอด!” พิมพ์รตาเผลอตัวใช้สรรพนามคุ้นชิน แต่รีบเปลี่ยนกลับแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาดุคมที่ตวัดขึ้นมามอง
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าเบื่อ มันคือแรงกดดันมหาศาลที่ดึงเอาความเปราะบางภายในจิตใจของทั้งสองคนออกมาปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณ์ถอนหายใจยาว แววตาที่มักจะนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ไหววูบชั่วขณะ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกอย่างคนต้องการอากาศหายใจ
“คุณคิดว่าผมชอบเหรอ…” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนแทบเป็นกระซิบ “การต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ... การต้องเป็นผู้กำกับที่ห้ามพลาดแม้แต่เฟรมเดียว... คุณรู้ไหมว่าความคาดหวังของคนรอบข้างมันหนักหนาแค่ไหน”
พิมพ์รตาชะงัก สีหน้าดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง เธอไม่เคยเห็นมุมนี้ของผู้กำกับหน้านิ่งคนนี้มาก่อน
“ฉัน... ฉันไม่รู้” เธอบอกเสียงอ่อนลงโดยอัตโนมัติ
“พ่อผมเป็นศิลปินระดับตำนาน ส่วนแม่เป็นโปรดิวเซอร์มือทอง ทุกก้าวที่ผมเดินถูกขีดเส้นไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่มีสิทธิ์ทำอะไรพัง พิมพ์... ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะล้มเหลว” กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาเผลอปล่อยให้ความอ่อนแอที่เก็บกดไว้เป็นปีๆ หลุดลอดออกมาทางแววตา “วันที่หนังสั้นเรื่องแรกของผมโดนวิจารณ์เละเทะจนแทบเอาปี๊บคลุมหัว... รู้ไหมว่าผมทำอะไร? ผมนั่งร้องไห้ในห้องตัดต่ออยู่สามวันเต็มโดยที่แม่โทรมาซ้ำๆ แค่ถามว่า ‘ทำไมลูกถึงทำให้ตระกูลเราเสียชื่อ?’...”
หัวใจของพิมพ์รตากระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก ความกดดันที่เธอแบกรับไว้ว่าน้อยแล้ว เมื่อเทียบกับภูเขาที่ผู้ชายคนนี้แบกไว้ มันช่างเทียบกันไม่ได้เลย
“กรณ์…” เธอเผลอเรียกชื่อเขาโดยไม่มีคำนำหน้าเป็นครั้งแรก มือบางที่วางอยู่บนโต๊ะค่อยๆ เอื้อมไปแตะหลังมือหนาที่กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว “ฉันขอโทษ... ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องเจออะไรมาบ้าง”
กรณ์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเธอสัมผัสโดนผิว เขาก้มมองมือของเธอที่ทับอยู่บนมือตัวเอง ก่อนจะเงยขึ้นสบตา ดวงตากลมโตของหญิงสาวไม่ได้มีความเยาะเย้ยถากถางหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจที่บริสุทธิ์
“แล้วคุณล่ะ พิมพ์รตา…” กรณ์พลิกมือกลับมาแล้วกุมมือเธอไว้หลวมๆ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำเอาใจคนมือไวใจสั่นวาบ “คนที่พลังงานล้นเหลือ ร่าเริงตลอดเวลาแบบคุณ... มีแผลอะไรซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มพวกนั้นกันแน่ครับ ถึงได้วิ่งหนีความจริงด้วยการทำงานหามรุ่งหามค่ำขนาดนี้”
พิมพ์รตาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาไหวระริก เธอพยายามดึงมือออกแต่กรณ์กลับกระชับมันไว้แน่นขึ้นราวกับจะบอกว่า *'คุณรับฟังความอ่อนแอของผมแล้ว ถึงตาคุณบ้าง'*
“ฉันเคยล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนอายุยี่สิบห้า…” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏบนใบหน้า “ตอนนั้นฉันมั่นใจในตัวเองมาก คิดว่าไอเดียของตัวเองเจ๋งที่สุด ฉันปฏิเสธคำเตือนของทุกคนแล้วดันทุรังทำโปรเจกต์ใหญ่ ผลลัพธ์คือ... เจ๊งไม่เป็นท่า บริษัทเสียหายยับเยิน หุ้นส่วนคนสนิทเดินจากไปพร้อมกับคำพูดที่ว่า *'เธอเป็นแค่เด็กบ้าพลังที่ทำลายทุกอย่าง'*...”
น้ำใสๆ คลอเบ้าตาคู่สวยแต่เธอกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลลงมา พิมพ์รตาก้มมองพื้น พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ
“ตั้งแต่วันนั้นมา... ฉันกลัวการผิดพลาด ฉันเลยต้องทำตัวให้เสียงดังเข้าไว้ ต้องยิ้ม หัวเราะ และลุยงานหนักๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวว่าตัวเองจะไร้ค่า... ฉันกลัวว่าถ้าวันไหนฉันหยุดวิ่ง ทุกคนจะจำได้ว่าฉันคือตัวหายนะคนนั้น”
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันคือการหลอมรวมของดวงวิญญาณสองดวงที่ต่างมีแผลฉกรรจ์ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกที่แข็งกระด้าง ระยะห่างระหว่างเก้าอี้ของทั้งคู่ถูกย่นระยะลงโดยไม่รู้ตัว
กรณ์มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหมั่นไส้กลายเป็นความเอ็นดู และความเอ็นดูกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาที่จะปกป้อง
“คุณไม่ได้ไร้ค่าเลยสักนิด พิมพ์รตา” กรณ์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ มืออีกข้างยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนอย่างเบามือที่สุด “และคุณไม่ใช่ตัวหายนะ... คุณคือครีเอทีฟที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วย”
หัวใจของพิมพ์รตากระหน่ำเต้นราวกับกลองเพล ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นบุคลิกเฉพาะตัวทำให้สติสัมปชัญญะของเธอกระเจิงไปหมด
ใกล้จนเกินไป... ใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
กรณ์ไล่สายตาจากดวงตาคู่สวยลงมาหยุดที่ริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว อุณหภูมิในห้องประชุมที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำกลับร้อนระอุขึ้นมาดั่งมีเปลวไฟแผดเผา
พิมพ์รตาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธอกำลังรอคอย... หรือแม้แต่เผลอคาดหวังบางอย่างที่มากกว่าคำพูดปลอบโยน
ทว่า...
*ปัง!*
เสียงผลักประตูดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับร่างของธนัตถ์ที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถือแท็บเล็ตชูขึ้นเหนือหัวโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
“เฮ้ยกรณ์! พิมพ์! เกิดเรื่องใหญ่แล้วโว้ย! ลูกค้าฝ่ายเรณุกาโทรมาแจ้งว่า...”
ธนัตถ์ชะงักกึก อ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ผู้กำกับหน้านิ่งเจ้าระเบียบกำลังโน้มตัวเข้าหาครีเอทีฟสาวจอมพลังในระยะประชิดชนิดที่ริมฝีปากแทบจะแตะกันอยู่รำไร
กรณ์ถอยหลังกลับไปนั่งตัวตรงด้วยความรวดเร็วราวกับติดสปริง สีหน้ากลับมาเรียบสนิทเป็นน้ำแข็งเช่นเดิม ทว่าใบหูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำอย่างปิดไม่มิด ขณะที่พิมพ์รตาสะดุ้งสุดตัว รีบกระโดดถอยหลังไปสามก้าว หน้าแดงซ่านจนลามไปถึงต้นคอ
“เอ่อ... กู... กูเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย?” ธนัตถ์กะพริบตาปริบๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก “หรือว่าควรจะเดินออกไปปิดประตูให้ใหม่ดีวะ?”
“มีอะไรก็พูดมาธนัตถ์!” กรณ์เสียงเข้ม กลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนด้วยการคว้าปากกาขึ้นมาหมุนเล่น
ธนัตถ์กลืนน้ำลายเอื้อม ก่อนจะวางแท็บเล็ตกระแทกโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ลืมเรื่องแซวไปชั่วขณะ
“ไม่ใช่แค่เรื่องงานแล้ววะกรณ์... ทางเรณุกาส่งอีเมลยกเลิกสัญญาโปรเจกต์นี้แบบฟ้าผ่า และคนที่จะเข้ามาทำโปรเจกต์แทนเรา... คือคู่ปรับเก่าของนายสมัยเรียนเมืองนอก!”
—-----------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตของเขาทั้งคู่ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด•ตอนที่ 19
แผลในใจที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!