“ถ้าคุณยังเอาแต่ใช้สายตาพิฆาตมองหน้าผมเหมือนอยากจะฝังกลบผมไว้ใต้ถุนเรือนไทยหลังนั้น รถคันนี้ก็คงไม่มีทางวิ่งต่อได้หรอกนะครับคุณครีเอทีฟ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาเล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของถนนสายรองที่สองข้างทางมีแต่ป่ารกทึบและแสงไฟจากหน้าปัดรถกระบะคันเก่าที่กะพริบเตือนความผิดปกติอย่างน่ากลัว
พิมพ์รตาที่กำลังกอดอกหน้ามุ่ยอยู่เบาะข้างคนขับ สะดุ้งหลุดออกจากภวังค์แห่งความทรงจำสีจาง คำว่า *“คู่รักข้าวใหม่ปลามัน”* ของคุณยายเจ้าของโฮมสเตย์ยังคงติดค้างอยู่ในหัวจนทำให้เธอเผลอเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมสันของผู้กำกับหน้านิ่งมาตลอดทางร่วมครึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
“ใครมองคุณกันล่ะคะ เอ้ย... ใครมองคุณกันเล่า!” หญิงสาวแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อสายตาคมกริบของกรณ์หันมาสบประสานเข้าพอดี เธอยกมือขึ้นเสยผมปัดความเก้อเขิน “ฉันแค่กำลังคิดต่างหากว่าทำไมผู้กำกับมือหนึ่งอย่างคุณ ถึงเลือกเช่ารถกระบะสเปกโบราณที่แอร์ไม่เย็นแถมพวงมาลัยยังแข็งยิ่งกว่าหินผาแบบนี้มาขับออกกองต่างจังหวัด”
“นี่คือการประหยัดงบประมาณกองถ่ายที่คุณเป็นคนเซ็นอนุมัติเมื่อวานนี้ครับคุณพิมพ์รตา จำไม่ได้เหรอครับว่าเราผลาญงบไปกับค่าโลเกيชันคาเฟ่สุดหรูของเรณุกากانไปเท่าไหร่แล้ว”กรณ์ตอบกลับด้วยน้ำพักน้ำแรงที่นิ่งสนิท ทว่าแววตากลับพราวระยับด้วยประกายความขบขันยามที่เห็นคนปากเก่งเริ่มหาข้อแก้ตัวไม่ได้
*ครืน... โครม!*
เสียงเครื่องยนต์ใต้ฝากระโปรงคำรามลั่นในจังหวะสุดท้าย ก่อนที่เข็มความร้อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ขีดแดงจัด รถกระบะคันเก่งสะดุ้งเฮือกใหญ่แล้วดับสนิทลงกลางความมืดมิดของค่ำคืนอย่างไร้เยื่อใย มีเพียงแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวที่ส่องสว่างขึ้นภายในห้องโดยสาร
ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ชั่วขณะ ก่อนที่กรณ์จะถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ
“เยี่ยมครับ รถดับสนิท แถมสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีขีดเดียว... ยินดีต้อนรับสู่ทริปกระชับมิตรกลางป่าลึกนะครับ”
“ไม่ใช่เวลามาประชดประชันนะคะผู้กำกับ!” พิมพ์รตาโพล่งขึ้นทันที ความง่วงงุนและอาการดีดในช่วงกลางวันถูกแทนที่ด้วยความตกใจ เธอดันประตูเปิดลงไปยืนรับลมร้อนอบอ้าวข้างทางทันที “ตายแล้ว... ควันขึ้น! รถจะระเบิดไหมเนี่ยกรณ์ ฉันไม่อยากตายร่างแหลกสลายกลายเป็นผีเฝ้าถนนสายนี้หรอกนะ”
กรณ์ก้าวลงมาจากฝั่งคนขับตามมาติดๆ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคดูขัดตาอย่างสิ้นเชิงกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เขาปิดประตูรถเสียงดังปังก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดฝากระโปรงหน้ารถที่มีไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า
“ถอยไปห่างๆ ครับ ตรงนี้อันตราย” สั่งเสียงเรียบแต่แฝงความเด็ดขาด พิมพ์รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้ปากจะบ่นอุบอิบแต่เธอก็ยอมถอยหลังไปสองก้าวตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตภายใต้แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือคอยลอบมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังงละความสนใจไปที่เครื่องยนต์ร้อนจัด
บรรยากาศรอบตัวช่างวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งจีดเรไรและเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ไผ่ที่เสียดสีกันจนเกิดเสียงดังระงม ความมืดมิดโอบล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองคนไว้ ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่เขากับเธอเท่านั้น
“เป็นไงบ้างคะ พอจะเยียวยาไหวไหม หรือเราต้องกางเต็นท์นอนข้างทางกันจริงๆ” พิมพ์รตาเอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด
กรณ์ไม่ตอบทันที เขาดึงผ้าเช็ดหน้าสีเข้มออกจากกระเป๋าเสื้อมาพันมือไว้ลวกๆ ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่ยังคงร้อนฉ่าเพื่อตรวจสอบจุดที่เสียหาย แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ที่พิมพ์รตาถือส่องนำทางให้ ทำให้เธอเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมสันและไรผมของชายหนุ่ม กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับกลิ่นอายความเหนื่อยอ่อนลอยมาแตะจมูกในระยะประชิด ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของครีเอทีฟสาวจอมพลังเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ
*ตุกตัก ตุกตัก...*
ให้ตายเถอะ นี่เธอกำลังใจสั่นให้กับความซวยเนี่ยนะ!
“หม้อน้ำรั่วครับ น้ำแห้งขอดเลย... ถ้าฝืนขับต่อเครื่องพังแน่นอน” กรณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะผละตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบก้มลงมองหน้าครีเอทีฟสาวที่ยืนกัดริมฝีปากตัวเองอย่างใช้ความคิด
“แล้วเราจะทำยังไงล่ะคะทีนี้ เดินเท้าไปหาหมู่บ้านเหรอ อีกตั้งกี่กิโลก็ไม่รู้” พิมพ์รตาโวยวายเบาๆ พร้อมกับทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโบกไปมาเพื่อหาคลื่น “สัญญาณก็ไม่มี ตั้งแต่ทำงานกับคุณมา มีวันไหนที่ไม่เจอเรื่องน่าปวดหัวบ้างเนี่ย”
“ถ้าคุณไม่มัวแต่ชวนผมเถียงเรื่องบทโฆษณาตั้งแต่ตอนแวะปั๊มน้ำมัน เราคงมาถึงที่พักตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดแล้วครับคุณพิมพ์รตา” กรณ์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยยามที่เห็นอีกฝ่ายอ้าปากพะงาบๆ เถียงไม่ออก
“นี่คุณ! จะโยนความผิดให้ฉันคนเดียวไม่ได้นะ ก็ไอ้ป้ายร้านส้มตำแซ่บสะเดิดนั่นมันล่อตาล่อใจซะขนาดนั้น ใครจะอดใจไหวล่ะคะ!”
“สรุปคือเรื่องกินสำคัญกว่าความปลอดภัยของกองถ่ายว่างั้นเถอะครับ”
“ใช่ค่ะ! กองทัพต้องเดินด้วยท้อง... อุ๊ย!”
พิมพ์รตาเผลออุทานออกมาเสียงหลง เมื่อจู่ๆ กรณ์ก็ก้าวประชิดตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อหลบกิ่งไม้แห้งที่กำลังจะดีดใส่หน้าเธอตามแรงลม การเคลื่อนไหวที่กะทันหันทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปชนเข้ากับแผงอกกว้างของชายหนุ่มเต็มแรง มือหนาข้างหนึ่งคว้าเอวบางเอาไว้โดยสัญชาตญาณเพื่อประคองไม่ให้เธอหงหลังล้มลงไปบนพื้นถนนที่ขรุขระ
วินาทีนั้น... ทุกสรรพเสียงรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มปิดสวิตช์ลงทันที
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตของพิมพ์รตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ยามที่ได้สบเข้ากับดวงตาสีเข้มที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรของผู้กำกับหน้านิ่ง กรณ์ไม่ได้ผละตัวออกทันทีอย่างที่ควรจะเป็น นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นทอดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนจะเลื่อนขึ้นประสานสายตาอีกครั้ง
ความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าระหว่างคนทั้งคู่กลับมาร้อนระอุยิ่งกว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์รถที่เพิ่งดับลง
“ปล่อย... ปล่อยได้แล้วค่ะผู้กำกับ” พิมพ์รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวระรัวจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน เสียงของเธอนุ่มนวลลงกว่าปกติหลายเท่าตัว ไร้ซึ่งรังสีความเป็นคู่กัดอย่างสิ้นเชิง
กรณ์ยังคงนิ่งเงียบ ปลายนิ้วแกร่งที่เผลอบีบกระชับรอบเอวบางโดยไม่รู้ตัวคลายออกช้าๆ ทว่าใบหน้าคมคายกลับโน้มต่ำลงมาหาเธอทีละนิด ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังบงการให้เขาทำตามสัญชาตญาณดิบ
“ถ้าผมบอกว่า... ผมไม่อยากปล่อยล่ะครับ”
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นชิดริมใบหู ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง พิมพ์รตารู้สึกเหมือนสติสตังหลุดลอยไปไกลแสนไกล สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกดด้วยมนต์สะกดจากผู้ชายตรงหน้า
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังเต้นตรงกันในจังหวะเดียวกันอย่างไร้ที่ติ และริมฝีปากของกรณ์กำลังจะเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบชิด...
*ปี๊น! ปี๊น!*
แสงไฟหน้ารถยนต์คันใหญ่สาดส่องผ่าความมืดมิดเข้ามายังจุดเกิดเหตุ พร้อมกับเสียงแตรรถที่ดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม
กรณ์และพิมพ์รตาสะดุ้งสุดตัว ผละออกจากกันราวกับโดนไฟลวก หญิงสาวหน้าแดงก่ำรีบยกมือขึ้นสางผมตัวเองลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ ขณะที่ผู้กำกับหน้านิ่งหันไปตีสีหน้าขรึมใส่รถกระบะอีกคันที่จอดเทียบท่าอย่างรวดเร็ว
กระจกฝั่งคนขับถูกเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้ากวนประสาทของโปรดิวเซอร์หนุ่ม พร้อมกับเสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังทะลุความเงียบ
“อ้าว! นึกว่าคู่รักคู่ไหนกำลังสวีตหวานกลางป่า ที่แท้ก็ผู้กำกับกับครีเอทีฟคนนี้นี่เอง... รถพังเหรอครับคุณผู้ชม ต้องการความช่วยเหลือไหมเอ่ย หรือว่าขัดข้องทางเทคนิคจนซ่อมไม่ไหว ต้องให้ผมช่วยเรียก ‘รถพยาบาลหัวใจ’ มาส่งโรงพยาบาลไหมครับเนี่ย!”
ธนัตถ์หัวเราะลั่นรถอย่างสนุกสนาน ขณะที่พิมพ์รตาอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ส่วนกรณ์ได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญในชีวิตอย่างจัง
ทว่า... ก่อนที่กรณ์จะทันได้เอ่ยปากด่าเพื่อนสนิทตัวแสบ สายตาคมกริบของเขากลับเหลือไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เบาะหลังรถของธนัตถ์ผ่านกระจกใส...
ของสิ่งนั้นทำให้ร่างสูงถึงกับชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย เพราะกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่เบาะหลัง มีชื่อผู้รับและตราสัญลักษณ์ของ ‘บริษัทคู่แข่งทางธุรกิจ’ ที่กำลังแย่งชิงโปรเจกต์ใหญ่กับพวกเขาอยู่แปะหราไว้อย่างชัดเจน!
ธนัตถ์มาโผล่ที่นี่กลางดึกในเส้นทางที่ไม่มีใครควรจะผ่านมา... ได้อย่างไร?
โปรดติดตามตอนต่อไป (พรุ่งนี้พบกันนะครับ)
[ปราณธาตุเก้าสุริยัน]
ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด•ตอนที่ 24
รถเสียกลางทาง
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!