ท่านอ๋องอย่าดุ... ข้าไม่ได้ดื้อ!•ตอนที่ 7

กลั่นแกล้งกันสนุกนักนะ

ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
“ท่านอ๋องแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทางชายแดนเหนือส่งม้าเร็วมาแจ้ง... กองกำลังปริศนาบุกเข้าเผาคลังเสบียงหลวง และพวกมัน... กำลังมุ่งหน้ามาที่จวนนี้พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงรายงานที่ตื่นตระหนกจนเสียงหลงขององครักษ์เงา ดังแทรกบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องโถงใหญ่ได้อย่างน่ารังเกียจ ร่างสูงตระหง่านของหลี่จวินหรงที่กำลังจะยื่นมือเข้ามาคว้าข้อแขนของจ้าวเฟยอิน ชะงักก้างค้างกลางอากาศ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลัก ปรากฏรอยย่นระหว่างคิ้วชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นอันตราย จ้าวเฟยอินไม่แม้แต่จะสะดุ้งตกใจกับข่าวร้ายระดับแผ่นดินสะเทือน นางเพียงแค่ปรายตามองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของบุรุษตรงหน้า รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอิ่มอย่างทันท่วงที ท่าทางราวกับนางรู้อยู่แล้วว่าความวุ่นวายเหล่านี้กำลังจะมาเยือน “กองกำลังปริศนา?” หลี่จวินหรงทวนคำ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยววาวโรจน์ขึ้นมาวับหนึ่ง “บังa.h. บังอาจนัก! กล้าดียังไงมาเหยียบจวนอ๋องของเปิ่นหวางเป็นเป้าหมายแรก” “ท่านอ๋องจะมัวมาตรตรัสถามความกล้าหาญของพวกมันอยู่ทำไมกันคะ” จ้าวเฟยอินเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นกลัวใดๆ ทั้งสิ้น นางขยับถอยหลังออกห่างจากร่างสอบหนาของเขาอย่างนิ่มนวล พลางปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนอาภรณ์หรูหราของตนเอง “ในเมื่อเสบียงหลวงถูกเผา และเป้าหมายต่อไปคือหัวของท่าน... เอ๊ย คลังสมบัติในจวนต่างหากเล่าเพคะ” หลี่จวินหรงหันขวับมามองนางทันที แววตาคมปลาบฉายแววไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะในยามวิกฤตเช่นนี้ “เจ้ายังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีกหรือ จ้าวเฟยอิน! รู้ตัวหรือไม่ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายแค่ไหน” “หม่อมฉันดูเหมือนคนมีอารมณ์ขันหรือเพคะ?” นางเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นอย่างท้าทาย ดวงตากลมโตฉายประกายเจ้าเล่ห์ที่ยากจะปิดมิด “แต่ถ้าท่านอ๋องทรงรีบร้อนจนหน้าดำคร่ำเครียดเช่นนี้ เกรงว่ายังไม่ทันที่กองกำลังปริศนาจะมาถึง ท่านก็คงอกแตกตายเสียก่อนกระมังคะ” “เจ้า...!” หลี่จวินหรงขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความโกรธเกรี้ยวจากข่าวศึกทางเหนือถูกความกวนประสาทของสตรีตรงหน้าดึงดูดความสนใจไปเสียครึ่ง “ปากเก่งนักนะ! หากไม่ใช่เพราะเจ้าชอบทำตัวมีพิรุธจนเปิ่นหวางต้องตามสืบเรื่องของเจ้าทีหลัง ป่านนี้เปิ่นหวางคงมีเวลาไปวางแผนรับมือพวกมันมากกว่ามาต่อปากต่อคำกับสตรีเช่นเจ้า!” “อ้าว กลายเป็นความผิดหม่อมฉันเสียอย่างนั้น?” เฟยอินหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเย้าหยวนแต่เชือดเฉือน “ทั้งที่คนพาตัวหม่อมฉันมาขังไว้ที่นี่ ปฏิบัติราวกับหม่อมฉันเป็นนักโทษการเมืองก็คือท่านอ๋องผู้ทรงคุณธรรมมิใช่หรือเพคะ? ทีตอนนี้เกิดเรื่องเข้าหน่อย ทำมาเป็นโยนความผิดให้หม่อมฉัน... ช่างเป็นบุรุษที่หาความยุติธรรมไม่ได้เอาเสียเลยนะคะ” บรรยากาศรอบกายพลุกพล่านด้วยเสียงฝีเท้าของทหารอารักขาที่วิ่งวุ่นเตรียมตั้งรับศึก แต่มุมห้องโถงกลับราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงสนามประลองคารมของคนสองคนที่ไม่มีใครยอมลดละให้กันแม้แต่ก้าวเดียว หลี่จวินหรงก้าวเท้าเข้าประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่กดดันจนเฟยอินต้องเอนหลังพิงเสาไม้แกะสลักเบื้องหลัง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย “เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางไม่รู้หรือว่าตระกูลจ้าวของเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้... หืม?” คำกล่าวหาที่กระแทกกระทั้นลงมาทำให้รอยยิ้มบนเรียวปากของเฟยอินชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่แววตานางจะเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม “ท่านอ๋องระวังปากด้วยนะคะ” เสียงหวานใสเอ่ยกระซิบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้างามเชิดขึ้นท้าทายโดยไม่ยอมหลบสายตา “ตระกูลจ้าวของหม่อมฉันจะยากจนข้นแค้นหรือถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร ก็ไม่เคยคิดคดทรยศต่อแผ่นดินเหมือนสุนัขลอบกัดบางกลุ่มหรอกเพคะ! หากท่านสงสัยในตัวหม่อมฉันนัก ไยไม่เอาดาบมาฟันคอหม่อมฉันเสียตอนนี้เลยเล่า จะได้ไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงให้รกสมอง!” วาจาเผ็ดร้อนและท่าทีอาจหาญเกินสตรีทั่วไปทำให้หลี่จวินหรงชะงักไป อึดใจนั้น หัวใจของท่านอ๋องผู้เย็นชาพลلกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกบางอย่างที่ผสมผสานระหว่างความโกรธ ความหลงใหล และความทึ่งตีรวนกันจนปั่นป่วนในอก แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าววาจาใดโต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นใกล้ประตูห้องโถง พร้อมกับร่างของหลิวซูเหม่ยที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างประณีตบัดนี้เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาและฝุ่นผง “ท่านอ๋องเพคะ! ช่วยหม่อมซูเหม่ยด้วยเพคะ!” หลิวซูเหม่ยแสร้งทำเป็นร้องไห้โฮ พุ่งเข้ามาหมายจะโอบกอดแขนแกร่งของหลี่จวินหรงตามความเคยชิน “พวกโจรชั่วพวกนั้นบุกเข้ามาทางเรือนหลังแล้วเพคะ! ข้าวของมีค่าของหม่อมฉันถูกพวกมันปล้นไปจนหมดสิ้น... ฮือ ท่านอ๋องต้องแก้แค้นให้หม่อมฉันนะเพคะ!” จ้าวเฟยอินมองภาพนั้นแล้วลอบกลอกตาด้วยความเอือมระอา อนุภรรยาผู้นี้ช่างสรรหาจังหวะเข้ามาเรียกร้องความสนใจได้ถูกเวลาเสียจริง ราวกับนัดกันมาเล่นละครโรงใหญ่ หลี่จวินหรงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญ เขาเบี่ยงแขนหลบสัมผัสของหลิวซูเหม่ยอย่างไม่ไยดี จนหญิงสาวเซถลาเกือบล้มคว่ำ “เงียบเสียงซะ! เปิ่นหวางกำลังยุ่งอยู่ มองไม่เห็นหรือไง!” หลิวซูเหม่ยหน้าเสียทันที นางกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะตวัดสายตามามองจ้าวเฟยอินที่ยืนกอดอกดูความน่าสมเพชของนางด้วยรอยยิ้มเยาะ “เป็นเพราะนาง! เป็นเพราะนางแท้ๆ เพคะท่านอ๋อง!” หลิวซูเหม่ยเปลี่ยนเป้าหมายอย่างรวดเร็ว นางชี้หน้าจ้าวเฟยอินด้วยความโกรธเกรี้ยว “มีข่าวลือว่าพวกโจรกลุ่มนี้มาตามหาสตรีตระกูลจ้าว! นางต้องเป็นคนส่งสัญญาณบอกพวกมันแน่ๆ เพคะท่านอ๋อง อย่าให้นางลอยนวลเด็ดขาด รีบจับนางไปสังเวยพวกมันเสียเถอะเพคะ!” เฟยอินเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อข้อกล่าวหานั้นแม้แต่น้อย กลับระบายยิ้มหวานหยดที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนสันหลังวาบ “อนุหลิว... สมองของท่านนี่ช่างลีบเล็กเสียจนน่าสงสารนะคะ” เฟยอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่บาดลึกถึงกระดูก “หากพวกโจรมันมาเพื่อช่วยหม่อมฉันจริง ป่านนี้หม่อมฉันคงเดินออกประตูใหญ่ไปรับขบวนพวกมันอย่างสมเกียรติแล้ว ไม่มายืนฟังท่านแหกปากโวยวายหาเรื่องน่ารำคาญใจอยู่ตรงนี้หรอกเพคะ” “เจ้า... อีสารเลว! กล้าดียังไงมาว่าข้า!” หลิวซูเหม่ยกรีดร้องด้วยความบันดาลโทสะ นางเงื้อมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้ามาตบหน้าจ้าวเฟยอินให้หายแค้น ทว่า... ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วของหลิวซูเหม่ยจะเฉียดเข้าใกล้ใบหน้างาม ร่างของนางก็ต้องหยุดชะงักค้างเติ่ง เมื่อจ้าวเฟยอินขยับตัวอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี นางคว้าข้อมือของหลิวซูเหม่ยไว้แน่นด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อว่าสตรีร่างระหงจะทำได้ พร้อมกับบิดหมุนไปด้านหลังอย่างเชี่ยวชาญ “โอ๊ย! เจ็บๆๆ! ปล่อยนะังบ้า!” หลิวซูเหม่ยหวีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์จนแทบดูไม่ได้ “จำไว้นะคะอนุหลิว...” เฟยอินโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ราวกับเสียงกระซิบของมัจจุราช “ในจวนนี้ ต่อให้ท่านอ๋องจะเกลียดชังหม่อมฉันแค่ไหน แต่คนที่จะสั่งสอนหม่อมฉันได้... ก็มีแค่ตัวท่านอ๋องเอง ไม่ใช่เศษสպokชั้นต่ำอย่างท่าน” สิ้นคำพูดนั้น เฟยอินก็ผลักร่างของหลิวซูเหม่ยกระเด็นไปกองกับพื้นอย่างไม่ใยดี อนุภรรยาผู้เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เส้นผมยุ่งเหยิง เครื่องประดับหลุดร่วงกระจายเต็มพื้น ภาพลักษณ์ที่เคยงดงามน่าทะนุถนอมพังทลายลงในพริบตา หลี่จวินหรงยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มุมปากหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นภาพสตรีในกำมือของเขาจัดการศัตรูได้อย่างเด็ดขาดและเจ็บแสบโดยไม่ต้องให้เขาออกแรงเลยสักนิด “เก่งกาจไม่เบานี่” หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความขบขันและพึงพอใจอย่างเปิดเผย “จัดการคนของเปิ่นหวางเสียยับเยินต่อหน้าเปิ่นหวาง... เจ้าไม่กลัวเปิ่นหวางลงโทษหรือไง” “ลงโทษเรื่องอะไรหรือคะเพคะ?” เฟยอินหันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มพราวเสน่ห์ปรากฏบนใบหน้าอิ่มเอิบ “ในเมื่อหม่อมฉันเพียงแค่ช่วยอบรมสั่งสอนมารยาทให้คนในจวนของท่านอ๋อง... ท่านควรจะมอบรางวัลให้หม่อมฉันด้วยซ้ำ ไม่ใช่หรือคะ?” นางกล่าวจบก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างอุกอาจ เรียวแขนเนียนเอื้อมขึ้นคล้องลำคอแกร่งของท่านอ๋องผู้เย่อหยิ่งอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าห่างกันเพียงลมหายใจกั้น จนหลี่จวินหรงถึงกับลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ “ท่านอ๋องคะ...” นางกระซิบเสียงหวานเย้ายวน รอยยิ้มซุกซนฉายชัดในดวงตา “ถ้าท่านกลัวว่าจวนของท่านจะถูกเผาจนราบคาบ... ทำไมไม่ลองฝากความหวังไว้ที่หม่อมฉันดูล่ะคะ เผื่อว่า... หม่อมฉันจะมีวิธีจัดการกับ ‘กองกำลังปริศนา’ พวกนั้น ที่ทำให้ท่านคาดไม่ถึงเลยก็ได้นะเพคะ” หลี่จวินหรงจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับพูดเจื้อยแจ้วอยู่ตรงหน้า ความหอมละมุนจากกายสาวที่ลอยเข้าแตะนาสิกทำให้สติที่เคยควบคุมได้เริ่มสั่นคลอน มือหนายื่นออกไปหมายจะโอบเอวบางเข้าหาตัวเพื่อลงโทษคนปากเก่งให้เข็ดหลาบ ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสโดนเอวคอด... *โครม!!* ประตูด้านหน้าห้องโถงถูกพังกระเด็นเข้ามาด้วยแรงมหาศาล เศษไม้และฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แววตาดุดันและรังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง “ท่านอ๋อง!” เสียงตะโกนขององครักษ์ดังลั่น ท่ามกลางความชุลมุนที่เริ่มต้นขึ้น หลี่จวินหรงดึงร่างของเฟยอินเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณปกป้อง วงแขนแกร่งโอบกอดเอวบางไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่คมกริบชี้ตรงไปยังผู้บุกรุกที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด ทว่า... เมื่อเงาร่างของหัวหน้ากองกำลังปริศนาก้าวออกมาจากกลุ่มควัน และแสงไฟสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกที่สวมหน้ากากเหล็ก... จ้าวเฟยอินที่อยู่ในอ้อมกอดของหลี่จวินหรงพลันเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “ข้าบอกแล้วไง... ว่าต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ข้าก็จะมารับตัวเจ้ากลับไปให้ได้... พี่หญิงรอง” (ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของเสี่ยวเถาฮวา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าดุ... ข้าไม่ได้ดื้อ! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%