ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 17

บทสนทนากลางสวนดอกไม้

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดแววตาขององค์ชายรองจึงมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยเล่าเพพ่ะย่ะค่ะ... หรือว่า..." น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยไอสังหารของท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักอักษร สาส์นด่วนจากในวังหลวงที่เพิ่งถูกส่งมาถึงด้วยม้าเร็วยังคงสั่นระริกอยู่บนปลายนิ้วขององครักษ์เงา ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหมดสติอย่างกะทันหันหลังเสวยพระIอoseวสุรา และที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือตราลัญจกรแผ่นดินได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่สั่นคลอนรากฐานของแผ่นดินเช่นนี้ บุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุดอย่าง ‘องค์ชายรองมู่หรงหลี่’ กลับทรงพระสำราญจัดงานชมบุปผาขึ้นในเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างหน้าตาเฉย มู่หรงจวิ้นแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีในแคว้นประจิม ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายหรี่ลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนแม่น้ำในกายผู้คนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง เขารู้ดีว่าหมากตานี้ไม่ได้ถูกเดินขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือแผนการอันแยបยลที่ถูกเตรียมการมาอย่างรัดกุมเพื่อโยนความผิดและบีบคั้นให้กองทัพประจิมต้องตกเป็นกบฏโดยชอบธรรม "ปล่อยให้มันเล่นละครไปก่อนเถอะครับ..." เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจดังแทรกขึ้นจากเบื้องหลังม่านโปร่งแสง ไป๋ลี่หลินก้าวเท้าออกมาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับเทพเซียนที่เดิน่องอยู่บนกลีบเมฆ อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีเพลิงตัดกับสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นให้ร่างระหงดูโดดเด่นและน่าเกรงขามในคราเดียวกัน นางมิได้มีทีท่าหวาดกลัวต่อข่าวคราวอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสาส์นในมือองครักษ์แวบหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามทว่ากลับซ่อนเร้นคมมีดนับพันเล่มเอาไว้ "ฮูหยิน..." มู่หรงจวิ้นปรายตามองภรรยาคู่ชีวิต แววตาดุร้ายที่แผ่ไอสังหารใส่ผู้อื่นเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทอดมองนาง ทว่าน้ำเสียงยังคงความเคร่งเครียด "สถานการณ์ในวังหลวงขณะนี้วิกฤตยิ่งนัก ตราลัญจกรหาย ทรงพระประชวรป่านนี้องค์ชายรองคงกำลังรวบรวมขุนนางฝ่าย문เพื่อประกาศพระราชโองการปลอมขึ้นมาแล้ว เจ้ายังจะยิ้มออกอีกหรือ" "หม่อมฉันไม่ได้ยิ้มเพราะยินดีกับความพินาศของแผ่นดินหรอกนะครับท่านอ๋อง..." ลี่หลินก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้กุมชะตากรรมของทหารแสนนาย นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะเบาๆ ที่ข้อแขนแกร่งภายใต้ชุดคลุมปักลายพยัคฆ์ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยบรรเทาความเยือกเย็นในใจของเขาลงได้ชะงัด "แต่หม่อมฉันกำลังยิ้ม... ที่สุนัขจนตรอกตัวนั้นร้อนรนจนต้องรีบชักใยออกมาให้พวกเราเห็นหางเสียทีต่างหากเล่า ยิ่งอีกฝ่ายเคลื่อนไหวเร็วเท่าไหร่ ช่องโหว่ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเท่านั้น" นางหยุดยืนเคียงข้างเขา สายตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบ มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งและสติปัญญาที่ทัดเทียมกันเท่านั้นที่เชื่อมโยงคนทั้งสองไว้ท่ามกลางพายุแห่งอำนาจ "เช่นนั้น... ตามความคิดของกุนซือไป๋ พวกเราควรรับมืออย่างไรกับงานชมบุปผาในวันนี้" มู่หรงจวิ้นเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความเข้มงวด แต่มันคือการแสดงออกถึงความไว้วางใจอย่างที่สุดที่เขามีให้สตรีผู้นี้ "เสด็จไปร่วมงานสิครับ..." ไป๋ลี่หลินตอบทันควัน ดวงตาเป็นประกายวับวับ "ในเมื่อองค์ชายรองทรงอุตส่าห์ส่งเทียบเชิญมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพผู้แสนอาทร พวกเราจะปฏิเสธน้ำใจอันปลอมเปลือกนี้ได้อย่างไรกัน อีกอย่าง... หม่อมฉันเองก็อยากจะไปยลโฉมบุปผางามในสวนหลวงเสียหน่อย ว่ามันจะงดงามทนทานต่อลมหนาวที่กำลังจะมาถึงได้สักกี่น้ำกันเชียว" *** ณ อุทยานหลวงหลิงฮุ่ย ใจกลางวังหลวง บุปผานานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานชูช่ออวดโฉมท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยผสมผสานกับควันกาน้ำชาชั้นดีลอยอวลไปทั่วศาลาริมน้ำ เหล่าขุนนางและฮูหยินจากตระกูลใหญ่ต่างนั่งกันอย่างสำรวมระมัดระวังตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นด้ายที่ถูกดึงจนขาด ที่ประธานในพิธี องค์ชายรองมู่หรงหลี่ประทับอยู่บนพระแท่นด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ แม้จะพยายามซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบายไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยน แต่ความร้อนรนบางอย่างก็ยังคงสะท้อนออกมาทางปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ทันใดนั้น เสียงประกาศก้องของขันทีหน้าพระพักตร์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ "ท่านอ๋องมู่หรงจวิ้น และ ฮูหยินเอกแห่งจวนอ๋อง... เสด็จ!" สิ้นเสียงประกาศ สายตาทุกคู่ในอุทยานต่างพากันหันขวับไปมองยังทางเข้าเป็นตาเดียว ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิมก้าวเข้ามาด้วยก้าวเดินที่หนักแน่นมั่นคง ดุจดั่งพญาเสือโคร่งที่กำลังลาดตระเวนอาณาเขตของตน รัศมีกดดันแผ่ซ่านจนผู้คนรอบข้างหายใจไม่ทั่วท้อง ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงยิ่งกว่า คือสตรีที่เดินเคียงคู่มากับเขา ไป๋ลี่หลินในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคล ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะหยั่งถึง ท่าทางการเดินของนางสง่างามเยือกเย็น ราวกับนางพญาที่ก้าวลงมาตรวจตราความเรียบร้อยของอาณาจักร ไม่มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย แม้ว่าข่าวเรื่องฮ่องเต้ประชวรและตราลัญจกรหายจะเพิ่งสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเมืองหลวงเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนก็ตาม องค์ชายรองหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าเกือบจะรักษาไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นความเยือกเย็นของสองสามีภรรยาคู่นี้ "ฮ่าๆๆๆ ท่านอา... และน้องสะใภ้ ในที่สุดก็มาถึงเสียที ข้ากำลังรอต้อนรับอยู่พอดี" องค์ชายรองเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางผายมือเชิญให้ทั้งสองนั่งลงในตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้ใกล้กัน "ได้ข่าวว่าช่วงนี้จวนอ๋องงานยุ่งยากยิ่งนัก ไม่นึกว่าท่านอาจะยังมีแก่ใจมาร่วมงานชมบุปผาเล็กๆ ของข้าได้ ช่างน่าประทับใจเสียจริง" "งานรื่นเริงที่องค์ชายรองทรงจัดขึ้นด้วยพระองค์เอง มีหรือที่คนเป็นอาเช่นข้าจะกล้าปฏิเสธน้ำพระทัย" มู่หรงจวิ้นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลง ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มอ่อนหวาน นางรินชาใส่ถ้วยด้วยกิริยาที่ประณีตงดงามตามขนบธรรมเนียมทุกกระเบียดนิ้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างที่ดังพอให้ทุกคนในศาลาได้ยินทั่วกัน "องค์ชายรองทรงมีพระเมตตายิ่งนักเพพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย... เพคะ" นางแกล้งทำเป็นเปลี่ยนคำสรรพนามเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มซุกซน "แม้ว่าบ้านเมืองจะกำลังเผชิญกับคลื่นลมรบกวน จนผู้คนแตกตื่นกันไปทั่วว่าใครกันหนอช่างบังอาจขโมยตราลัญจกรแผ่นดินไป แต่พระองค์ก็ยังทรงสำราญพระrทัยจัดงานชมบุปผาได้ ความใจกว้างเช่นนี้ขององค์ชาย... เกรงว่าแม้แต่ปราชญ์โบราณก็ยังต้องยอมจำนนเลยกระมังเพคะ" ประโยคนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่ถูกพ่นออกมาอย่างไร้เสียง ทว่ากลับแทงทะลุกลางใจขององค์ชายรองและพรรคพวกจนหน้าถอดสี ขุนนางหลายคนถึงกับสำลักน้ำชา รีบก้มหน้าหลบสายตา บรรยากาศในสวนดอกไม้พลันเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ไป๋ลี่หลินกำลังพูดถึงคือการเสียดสีหยิกแกมหยอกถึงความผิดปกติของการจัดงานในยามบ้านเมืองวิกฤตเช่นนี้ รอยยิ้มบนพระพักตร์ขององค์ชายรองแข็งค้าง ดวงตาคู่แคบวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้จุด ทว่าจำต้องกลืนก้อนสะดือลงคออย่างยากลำบากเนื่องจากสายตาอันคมกริบดั่งคมดาบของท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นที่จ้องเขม็งมายังพระองค์ราวกับพร้อมจะปลิดชีพได้ทุกเมื่อ "ฮูหยินไป๋ช่างฝีปากคมคายยิ่งนัก สมคำร่ำลือจริงๆ" องค์ชายรองเค้นเสียงหัวเราะแห้งแล้งออกมา "แต่เรื่องตราลัญจกรที่หายไปนั้น... ข้าเกรงว่าพวกเราคงต้องช่วยกันสืบหาความจริงให้กระจ่างโดยเร็ว มิฉะนั้น หากปล่อยให้โจรชั่วลอยนวล เกรงว่าราชสำนักคงต้องปั่นป่วนยิ่งกว่านี้..." "ไม่ต้องห่วงหรอกพ่ะย่ะค่ะ..." มู่หรงจวิ้นเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงเยือกเย็นจนน่ากลัว ดวงเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขององค์ชายรอง "คนชั่วที่บังอาจอาจหาญถึงเพียงนั้น... ต่อให้มันหลบซ่อนอยู่ลึกแค่ไหน ในไม่ช้า... ข้าก็จะลากคอมันออกมาให้สุนัขในกองทัพแทะเล่นด้วยมือของข้าเอง" บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางศาลาริมน้ำ ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่นั่งตัวเกร็งไม่กล้าหายใจแรง ไป๋ลี่หลินกลับค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของขันทีผู้หนึ่งที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทิ้มอยู่มุมเสา... ขันทีผู้ซึ่งถือถาดชาถวายองค์ชายรองเมื่อครู่ และกำลังแอบส่งสายตารีบร้อนไปยังทิศทางของห้องพระคลังหลวง ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย... หมากตานี้ กำลังจะเดินเข้าสู่ตารางสุดท้ายแล้ว ปัง! เสียงประตูไม้แกะสลักของห้องพระคลังหลวงที่อยู่ไม่ไกลนักถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงตะโกนร้องด้วยความตกใจสุดขีดของทหารยามที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน "แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ของ... ของในพระคลังหลวงถูก..." ทหารยามผู้นั้นวิ่งหน้าซีดเผือดเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าองค์ชายรองและท่านอ๋อง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี "ตราลัญจกรที่หายไป... ถูกพบซ่อนอยู่ในหีบสมบัติส่วนพระองค์ของ... ขององค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ!" *** ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุกลยุทธ์บทนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%