กลิ่นอายโสมป่าผสมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายใต้แสงเทียนสีส้มสลัวในห้องนอนลับ เรือนปีกตะวันตก กลิ่นอายอันคุ้นเคยของความตายเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อยามชั่วยามก่อน ทว่าความตึงเครียดระลอกใหม่กลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบยิ่งกว่า
"อย่าขยับครับ ถ้าท่านไม่อยากให้แผลที่หัวไหล่ปริออกจนเลือดท่วมอาภรณ์ชุดใหม่อีกรอบ"
เสียงหวานใสแต่ทว่าเด็ดขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ไป๋ลี่หลินในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาไร้เครื่องประดับ นางกำลังใช้คีมเงินคีบผ้าก๊อซชุบสมุนไพรฤทธิ์เย็นกดลงบนบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่แกร่งของมู่หรงจวิ้น รอยแผลยาวเหยียดที่เกิดจากคมดาบของมือสังหารเงาเมื่อคืนนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงความดุเดือดของการลอบปลิดชีพท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิม
มู่หรงจวิ้นมิได้ส่งเสียงร้องเล็ดลอดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าพญายมแห่งแดนประจิมทำเพียงขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เขาด้วยความระมัดระวัง แสงเทียนวับแวมสาดกระทบดวงหน้าด้านข้างของนาง ขับเน้นให้เห็นสันจมูกโด่งรั้นและแพขนตางอนหนาที่ทอดเงาลงบนพวงแก้ม
ภาพนี้ช่างแปลกตา... ในสนามรบ เขาคือผู้บัญชาการที่สั่งประหารชีวิตคนนับพันได้โดยไม่กะพริบตา ทว่าในยามนี้ กลับต้องมานั่งนิ่งให้อดีตฮูหยินผู้ที่เขาเคยหมางเมิน คอยเช็ดล้างบาดแผลและดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
"เจ้ามือหนักขึ้นทุกทีแล้วนะ ลี่หลิน หรือว่าเจ้าจงใจแก้แค้นข้าเรื่องเมื่อปีก่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบหันมาสบประสานกับนัยน์ตากลมโตของนางอย่างมีความหมาย
ไป๋ลี่หลินชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเหนื่อยล้าและความครุ่นคิดลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
"หม่อมฉันมิบังอาจมีจิตใจคับแคบเช่นนั้นหรอกเพคะ ท่านอ๋อง..." นางเว้นวรรคไปนิด รอยยิ้มเยาะหยันบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เพียงแต่บาดแผลบนร่างกายของท่าน แม้จะรักษาให้หายได้ในไม่ช้า แต่ร่องรอยในอดีตระหว่างเรา... เกรงว่าต่อให้ใช้ยาส L ดดีเลิศเพียงใด ก็คงยากจะลบเลือนให้จางหายไปได้โดยง่าย"
บรรยากาศภายในห้องพลันเยือกเย็นลงทัน
มู่หรงจวิ้นนิ่งงันไป เขารู้ดีว่าคำพูดของนางไม่ได้หมายถึงบาดแผลจากกระบี่เมื่อคืนนี้ แต่หมายถึงรอยร้าวในจิตใจ ความเย็นชา และความอ้างว้างที่เขาเคยหยิบยื่นให้ฮูหยินเอกผู้นี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความกดดันจากการเมืองในราชสำนัก การหักหลังของสหายสนิท และภาระหน้าที่อันหนักอึ้งบนบ่า ทำให้เขาเลือกที่จะปิดตายหัวใจและระบายความเครียดใส่สตรีที่บริสุทธิ์ที่สุดในจวนหลังนี้
มือหนาที่วางอยู่บนตักค่อยๆ กำเข้าหากันช้าๆ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกผิดที่ตีรวนขึ้นมาในอก เป็นครั้งแรกที่ยอดแม่ทัพผู้เกรียงไกรกล้าเผชิญหน้ากับความอ่อนแอของตนเอง
"ข้าขอโทษ..."
คำพูดเพียงสามคำหลุดออกมาจากริมฝีปากของมู่หรงจวิ้น น้ำเสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่มันกลับหนักแน่นดั่งขุนเขาในความรู้สึกของไป๋ลี่หลิน นางถึงกับชะงักค้าง คีมเงินในมือสั่นไหวเล็กน้อย นางไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินคำขอโทษจากปากของบุรุษผู้มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีสูงส่งผู้นี้
"ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดเพคะ? หม่อมฉันหูฝาดไปกระมัง" นางพยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยรอยยิ้มบางเบา
"เจ้าไม่ได้หูฝาด ลี่หลิน" มู่หรงจวิ้นขยับตัวเข้าใกล้รั้งร่างบางเข้ามาในระยะประชิด แม้แผลที่ไหล่จะประท้วงด้วยความเจ็บปวด แต่แววตาของเขาดื้อรั้นเกินกว่าจะถอย "ในอดีตข้าโง่เขลา ไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ ปล่อยให้ความหวาดระแวงครอบงำ จนทำร้ายหัวใจของสตรีที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมที่สุด ข้าแบกรับภาระแผ่นดินไว้บนบ่า โดยคิดว่าการผลักไสเจ้าออกไปคือการปกป้อง... แต่ข้าเพิ่งตระหนักได้ในวันที่เกือบจะสูญเสียเจ้าไปเมื่อคืนนี้ ว่าข้าได้ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือของตัวเองไปเสียแล้ว"
คำสารภาพที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้หัวใจของไป๋ลี่หลินกระตุกวูบ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาชนกันราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร ทั้งความน้อยใจ ความเจ็บปวดในอดีต และความโหยหาที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ทิฐิ ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยไหวระริก น้ำตาคลอหน่วยแต่ไม่ยอมไหลรินลงมา "ท่านคิดว่าคำขอโทษเพียงคำเดียว จะลบเลือนคืนวันที่หม่อมฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางสายตาดูแคลนของบ่าวไพร่และอนุภรรยาได้กระนั้นหรือเพคะ? ท่านรู้หรือไม่ว่าความกดดันที่หม่อมฉันต้องเผชิญในฐานะฮูหยินผู้ไร้ความโปรดปราน มันหนักหนาเพียงใด"
"ข้ารู้... และข้าพร้อมจะชดใช้ให้เจ้าทุกอย่าง นับจากวันนี้ไป จะไม่มีผู้ใดในจวนแห่งนี้กล้าล่วงเกินเจ้าอีก อำนาจทั้งหมดในเรือนหลังจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และหัวใจของข้า..." มู่หรงจวิ้นเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางของนางขึ้นมาแนบ2ข้างแก้มสากของตนเอง แววตาเต็มไปด้วยความเว้าวอนและความมั่นคงที่หาได้ยากยิ่ง "ขอมอบให้เป็นสิทธิ์ขาดของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว... ลี่หลิน โปรดให้โอกาสข้าได้แก้ไขอดีต ได้หรือไม่?"
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาถึงหัวใจที่ด้านชา ไป๋ลี่หลินเม้มริมฝีปากแน่น นางมองลึกลงไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า และรับรู้ได้ถึงความจริงใจที่ไม่เคยมีมาก่อน นางกำลังจะเอաբปากเอ่ยคำตอบเพื่อเปิดประตูหัวใจให้เขาอีกครั้ง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบและรุนแรง ทำลายบรรยากาศอันซาบซึ้งลงในพริบตา
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงร้อนรนขององครักษ์เอกจ้าวเฟิงดังทะลุบานประตูเข้ามา ใบหน้าของมู่หรงจวิ้นแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันในทันที เขาดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างรวดเร็ว
"เข้ามา! มีเรื่องอันใด ถึงได้เสียมารยาทเช่นนี้" มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงกร้าว
จ้าวเฟิงผลักประตูพรวดเข้ามา สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เขาย่อกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายด้วยความตื่นตระหนก มือสั่นเทากล่องไม้ประทับตราลับยื่นถวายขึ้นไป
"สายสืบจากเมืองหลวงส่งม้าเร็วแจ้งด่วนพ่ะย่ะค่ะ... เกิดพระราชโองการลับจากฮ่องเต้ สั่งปลดท่านอ๋องจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์ประจิม และ... และมีรับสั่งให้ควบคุมตัวพระชายา... เอ๊ย ฮูหยินเอก ไป๋ลี่หลิน เข้าสู่คุกหลวงทันทีข้อหาลอบวางยาพิษสนมเอกในวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำประกาศนั้น อุณหภูมิภายในห้องนอนลับก็ลดฮวบลงจนติดลบ มู่หรงจวิ้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีสังหารแผ่พุ่งออกมาจากร่างหนาราวกับพญายมผู้กระหายเลือด นัยน์ตาคมกริบฉายแววอำมหิตถึงขีดสุด ขณะที่ไป๋ลี่หลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กลเกมการเมืองอันสกปรกในราชสำนักพุ่งเป้ามาที่นางอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาด้วยกันเสมอนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พงศาวดารมีชีวิต
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 24
แผลใจที่เริ่มสมาน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!