"หากพวกเจ้ายังไม่หยุดฝีย่างปากกาลงบนบัญชีเบี้ยหวัดของเรือนใหญ่ ข้าเกรงว่าหมึกแท่งนี้อาจต้องเปลี่ยนเป็นเลือดสดๆ ของผู้ใดสักคนในจวนอ๋องแทนนะครับ"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู ก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของห้องโถงกลางเรือนทิศประจิม กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงที่นั่งอยู่หลังม่านมุกโปร่งแสง บ่าวไพร่รับใช้และพ่อบ้านเฒ่าถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังจนอาภรณ์ชุ่มโชก
ไม่มีผู้ใดคาดคิด... ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะจินตนาการ
สตรีที่ถูกขังลืมไว้ในเรือนร้างไร้ผู้คน นานนับปีจนข่าวลือเรื่องความตายของนางแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง บัดนี้กลับมานั่งตัวตรงสง่างาม ณ ที่แห่งนี้
ไป๋ลี่หลิน ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง นางไม่ได้สวมเครื่องประดับทองคำอลังการใดๆ นอกจากปิ่นหยกขาวเนื้อดีที่ปักตรึงมวยผมไว้อย่างเรียบง่าย ทว่ารัศมีแห่งอำนาจและความเย่อหยิ่งทระนงที่แผ่ออกมาจากตัวนาง กลับทำให้เหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา
ประตูไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง อนุภรรยาคนโปรดของท่านอ๋องนามว่า "เหมยเซียง" ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเยื้องย่างอย่างนางพญา นางสวมชุดผ้าแพรต่วนสีแดงสดปักลายดอกโบตั๋น บ่งบอกถึงความโปรดปรานและอำนาจในเรือนหลังที่นางกุมไว้ในกำมือตลอดช่วงเวลาที่ฮูหยินเอกหายตัวไป
ทว่า รอยยิ้มเยาะเย้ยที่แต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากของเหมยเซียงกลับแข็งค้างทันที เมื่อดวงตาหงส์คู่นั้นกวาดมาบรรจบกับนาง
"ข้า... ข้าตาฝาดไปหรือไม่?" เหมยเซียงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าถอดสีจนซีดเผือด ร่างอรชรเซถอยหลังไปสองก้าวโดยมีสาวรับใช้รีบเข้ามาประคอง "เจ้า... เจ้ายังไม่ตายได้อย่างไรกัน นังปีศาจ!"
ไป๋ลี่หลินมิได้โกรธเคือง นางเพียงยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาปูอูล์ลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียด นางวางถ้วยกระทบจานรองเสียงดัง "กริ๊ง" เบาๆ แต่มันกลับดังก้องกังวานในใจของทุกคนราวกับเสียงระฆังมรณะ
"ความตายเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก อนุเหมย... เกรงว่ายมทูตคงยังไม่กล้าต้อนรับคนที่มีบัญชีแค้นต้องชำระกับจวนอ๋องประจิมเช่นข้ากระมังครับ" ไป๋ลี่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยคมมีดที่กรีดลึกลงไปถึงกระดูกดำ
เหมยเซียงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความริษยาและหวาดกลัวตีรวนอยู่ในอก นางอุตส่าห์ใช้อุบายสารพัดเพื่อเขี่ยสตรีผู้นี้ให้พ้นทาง จนท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นทรงเมินเฉยและปล่อยให้ฮูหยินเอกต้องทนทุกข์ทรมานในเรือนร้าง แต่วันนี้... นางกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาประหนึ่งภูตผีที่ตามมาทวงหนี้
"บังAอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงฮูหยินที่ท่านอ๋องทรงรังเกียจและทอดทิ้ง กล้าดียังไงมาใช้น้ำเสียงเย่อหยิ่งเช่นนี้ในเรือนของข้า!" เหมยเซียงแผדเสียงแหลมสูงเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นเทาในน้ำเสียงของตนเอง "ทหาร! พาตัวฮูหยินสติฟั่นเฟือนผู้นี้กลับไปขังไว้ที่เรือนร้างตามเดิม!"
สิ้นเสียงคำสั่งของอนุเหมย เหล่าองครักษ์ประจำจวนที่ยืนอารักขาอยู่ด้านนอกกรูเข้ามาในห้องโถงทันที ดาบเล่มคมสะท้อนแสงไฟวับวาว
ทว่า ไป๋ลี่หลินหาได้มีความตื่นตระหนกไม่ นางเพียงปรายตามองกลุ่มองครักษ์เหล่านั้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง
"พวกเจ้ากล้าแตะต้องตัวข้า... ลองดูสิครับ" ไป๋ลี่หลินเอ่ยเสียงเบา แต่ทรงพลังอำนาจยิ่งนัก นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงระหงและท่าทีสง่างามทำให้องครักษ์ที่ก้าวเข้ามาถึงกับชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ "จำไม่ได้แล้วหรือว่า ตราประทับประจำจวนอ๋องประจิม และอำนาจในการสั่งการกองกำลังทหารม้าเหล็กครึ่งหนึ่ง อยู่ในมือของผู้ใด?"
มือเรียวบางดึงป้ายหยกมังกรทองคำสลักลวดลายวิจิตรออกจากอกเสื้อ ชูขึ้นให้ทุกคนได้ประจักษ์แก่สายตา แสงไฟสะท้อนประกายวาววับลงบนเนื้อหยกบริสุทธิ์ นั่นคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดรองจากตัวท่านอ๋องมู่หรงจวิ้น ผู้ใดขัดขืนเท่ากับทรยศต่อราชสำนักและกองทัพ!
เหล่าองครักษ์คุกเข่าลงทันทีด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดเพราะรู้ดีว่าอำนาจของป้ายหยกนี้หมายถึงความเป็นความตาย
เหมยเซียงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ นางพยายามจะกรีดร้องโวยวาย แต่ยังไม่ทันที่คำพูดใดจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา ก็ดังขึ้นจากเบื้องนอก พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงหยุดชะงักลงทันที
"ท่านอ๋องเสด็จ——!"
มู่หรงจวิ้นก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬ ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งเทพสงคราม ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับสลักจากหยกเย็นชา ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยววาดมองกวาดผ่านทุกคนในห้อง ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของสตรีในชุดขาวผู้ยืนถือป้ายหยกอยู่กลางห้อง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง
มู่หรงจวิ้นก้าวเข้าไปหาไป๋ลี่หลินทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง แววตาที่เคยเยือกเย็นและไร้ความปรานีบัดนี้กลับไหววูบประหนึ่งผิวน้ำยามลมพัดผ่าน ขณะที่ไป๋ลี่หลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นเช่นเดิม
"เจ้ากล้ากลับมาเหยียบเรือนหลักของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต... รนหาที่ตายหรืออย่างไร ลี่หลิน?" มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงทุบต่ำ ลึกล้ำจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
ไป๋ลี่หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางเยียบเย็นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หม่อมฉันเพียงแต่มารับสิ่งที่ควรจะเป็นของหม่อมฉันคืน... รวมทั้ง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านติดค้างไว้กับหม่อมฉันด้วยพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งอำนาจและการหักเหลี่ยมเฉือนคมไป1ด้วยกันนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 3
รอยยิ้มเยือกเย็นของฮูหยิน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!