เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *“เพล้ง!”* ก้องกังวานไปทั่วโถงใหญ่เรือนตงหยาง เศษซากถ้วยชาชั้นดีแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับใบหน้าของอนุซูที่ซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
“นี่มัน… นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกันเจ้าค่ะฮูหยิน!”
เสียงแหลมสูงที่เคยใช้สั่งการบ่าวไพร่สั่นระริก อนุซูถอยกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาเรือน ดวงตาทอดมองสมุดบัญชีสามเล่มที่กางอยู่ตรงหน้า ไป๋ลี่หลินนั่งนิ่งสงสง่างามอยู่บนเก้าอี้พนักสลักลายหงส์ อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูน่าเกรงขามดั่งพญาหงส์ผู้กุมชะตาฟ้าดิน นางไม่ได้เหลือบมองเศษถ้วยชาที่แตกกระจายแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวสวยเพียงเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังบดขยี้ขวัญกำลังใจของศัตรู
“เหลวไหลอย่างนั้นหรือ?”
ลี่หลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกราวกับถูกกดทับด้วยภู็เขาน้ำแข็ง นางป้องมือเรียวเล็กขึ้นลูบปลายแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ “บัญชีการคลังของจวนอ๋องตลอดสามปีที่ผ่านมา เงินเบิกจ่ายซื้อสมุนไพรหายากจากแดนใต้ ค่าบำรุงรักษาเรือนรับรอง และงบประมาณจัดซื้ออาชายุทธภัณฑ์ ล้วนถูกยักยอกเข้ากระเป๋าเดิมพันของตระกูลซู อนุซู… เจ้าคิดว่าข้าซึ่งเป็นฮูหยินเอก อ่านไม่ออกหรือว่าตัวเลขเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร”
“ท่าน… ท่านใส่ร้ายหม่อมฉัน!” อนุซูพยายามเค้นเสียงกรีดร้องปฏิเสธ ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจ แต่มือที่กำชายกระโปรงจนยับยู่ยี่กลับสั่นเทาฟ้องความจริงทั้งหมด “ท่านเพิ่งเข้ามาบริหารจวนได้ไม่นาน จะรู้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังได้อย่างไร! บัญชีพวกนี้… บัญชีพวกนี้อาจจะถูกปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อกำจัดหม่อมฉันก็ได้นะเจ้าคะ!”
“ปลอมแปลงงั้นหรือ?”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากทางประตูกลุ่นกลิ่นอายโลหิตและสนามรบ มู่หรงจวิ้นก้าวเข้ามาในโถงด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น อาภรณ์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินสะท้อนแสงไฟวับวับ รัศมีเยือกเย็นดุร้ายแผ่ซ่านกดดันจนบ่าวไพร่ทั้งหมดต้องคุกเข่าลงกับพื้นทันที ท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิมปรายตามองอนุซูเพียงชั่วพริบตา แววตานั้นไร้ซึ่งความปรานี ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
“ท่านอ๋อง!” อนุซูราวกับเจอที่พึ่งสุดท้าย นางรีบคลานเข่าเข้าไปหา หมายจะเกาะชายเสื้อของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น “ท่านอ๋องโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วย ฮูหยินเอกนาง… นางใช้อำนาจ บีบบังคับ…”
“หุบปาก” มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงต่ำเพียงคำเดียว แต่อนุซูกลับสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ท่านอ๋องหนุ่มก้าวผ่านร่างที่สั่นเทาของอนุซุตรงไปยังเก้าอี้ของลี่หลิน สายตาที่เคยมองคนทั่วหล้าด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับทอดมองฮูหยินของตนด้วยประกายความอบอุ่นลึกล้ำที่ซ่อนไว้ภายใต้ความดุดัน เขายื่นมือหนามาแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยของนางเบาๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับมามองสมุดบัญชีบนโต๊ะด้วยแววตาเฉียบคมดุจใบมีดโกน
“หลินเอ๋อร์ของข้าตรวจบัญชีอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ เจ้ายังกล้าเอ่ยคำว่าใส่ร้ายอีกหรือ ซูจิน” มู่หรงจวิ้นเอ่ยชื่อเดิมของอนุซูด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น่ากลัวถึงขีดสุด “เงินสิบลำดับขั้นคลังหลวงที่เจ้าแอบยักยอกไปเพื่อซื้อที่ดินให้พี่ชายของเจ้าที่เมืองหลวง ข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบที่ดินแปลงนั้นเรียบร้อยแล้ว… หรือเจ้าอยากจะให้ข้าส่งตัวพี่ชายเจ้าไปให้กรมอาญาไต่สวนข้อหากบฏต่อแผ่นดินเสียตอนนี้เลย?”
สิ้นคำพูดนั้น หน้าของอนุซูุเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราดกระดาษ แรงกดดันมหาศาลจากท่านอ๋องทำให้เข่าของนางอ่อนยวบลงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ความมั่นใจและรอยยิ้มเยาะเย้ยที่นางเคยใช้กดขี่บ่าวไพร่และฮูหยินคนก่อนๆ มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวจนสุดขั้วหัวใจ
บ่าวไพร่ในเรือนต่างก้มหน้าชิดพื้น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว ทุกคนต่างรู้ซึ้งแล้วว่า ต่อให้ท่านอ๋องจะไม่เคยใส่ใจเรือนหลัง แต่เมื่อฮูหยินเอกลงมือจัดการด้วยตนเอง และท่านอ๋องทรงยื่นมือหนุนหลังเช่นนี้ อำนาจที่แท้จริงในจวนอ๋องแห่งนี้ได้เปลี่ยนมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว
ไป๋ลี่หลินลุกขึ้นยืนช้าๆ นางก้าวเข้าไปยืนเบื้องหน้าอนุซูที่กำลังหมอบกราบอยู่แทบเท้า รัศมีสง่างามเยือกเย็นของยอดกุนซือหญิงเปล่งประกายเจิดจ้า นางก้มมองสตรีผู้พ่ายแพ้ด้วยสายตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความสมเพชเวทนา มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
“ข้าให้โอกาสเจ้าเลือกทางเดินด้วยตนเอง” ลี่หลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงกังวานใสราวกับเสียงหยกกระทบกัน “หนึ่ง… คือการส่งมอบกุญแจคลังจวนและตราสัญลักษณ์ควบคุมบ่าวไพร่ทั้งหมดคืนให้ข้าโดยดี แล้วไปสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนสามปีเต็ม ห้ามก้าวเท้าออกนอกเรือนเด็ดขาด”
อนุซูเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดผวา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่ยินยอม “แล้ว… แล้วถ้าไม่เลือกทางนี้เล่าเจ้าคะ?”
ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้ม ทว่ากลับทำให้ผู้พบเห็นหนีบหนาวไปถึงกระดูกดำ
“นั่นคือการให้ท่านอ๋องส่งเจ้าและตระกูลซูทั้งหมดไปยังคุกใต้ดินข้อหาทุจริตทรัพย์สินแผ่นดิน และปล่อยให้กฎอัยการศึกจัดการขั้นเด็ดขาด… เจ้าคิดว่า ตระกูลซูที่มีเส้นสายพัวพันกับขุนนางกังฉิน จะเหลือรอดสักกี่คนกันเชียว?”
ความเงียบเข้าปกคลุมโถงใหญ่ชั่วขณะ อนุซูตัวสั่นเทิ้มราวกับลูกนกตกน้ำ นางรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว อำนาจที่นางสะสมมาหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตาด้วยหลักฐานเพียงไม่กี่เล่ม มือที่สั่นเทารีบควAหาพวงกุญแจทองเหลืองหนักอึ้งที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อ ออกมาวางลงบนพื้นเบื้องหน้าเท้าของลี่หลินด้วยความจำยอม น้ำตานองหน้าด้วยความคับแค้นใจอย่างที่สุด
“หม่อมฉัน… ยอมจำนนแล้วเพคะ ฮูหยินเอก…”
ลี่หลินก้มลงหยิบพวงกุญแจนั้นขึ้นมาสัมผัสด้วยปลายนิ้ว นางส่งมันให้แก่สาวใช้คนสนิทรับไปเก็บไว้ ก่อนจะหันไปสบตากับมู่หรงจวิ้นที่ยืนมองความเด็ดขาดของนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจในแววตา ความฉลาดเฉลียวและเด็ดเดี่ยวนี้เองที่ทำให้พยัคฆ์ร้ายแห่งประจิมต้องสยบยอมมอบหัวใจให้อย่างหมดสิ้น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังสงบลงหลังการยึดอำนาจในเรือนหลังเสร็จสิ้น ขันทีเฒ่าหน้าตาตื่นตระหนกคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในจวน พร้อมกับราชโองการสีเหลืองทองอร่ามที่ถือประคองไว้เหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
“ท่านอ๋อง! ฮูหยินเอก! มี… มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากฮ่องเต้ ส่งตรงถึงห้องทรงอักษรในยามวิกาลพ่ะย่ะค่ะ!”
มู่หรงจวิ้นขมวดคิ้วมุ่นทันที แววตาคมกริบกวาดมองม้วนราชโองการนั้นด้วยความสงสัยระคนระแวง ลี่หลินก้าวเข้ามาเคียงข้าง สามีภรรยาประสานสายตากันอย่างรู้กันว่า ความสงบสุขในจวนอ๋องแห่งนี้… คงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาชั่วคราวเท่านั้น
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรศิลป์แห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 11
ทวงคืนอำนาจในเรือนหลัง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!