เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสำริดไส้หญ้าจูฮวาไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลายเมฆมงคล กลิ่นอายของค่ำคืนนี้ช่างเยียบเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ บนโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลายวิจิตรบรรจง เอกสารราชการและตำราพิชัยสงครามกองสุมไว้ราวกับภูเขาขนาดย่อม ทว่าสตรีผู้มีเรือนร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู กลับมิได้สนใจอักษรเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
นางคือไป๋ลี่หลิน... ฮูหยินเอกผู้ควรจะกักตัวอยู่แต่ในเรือนพักเพื่อสำรวมกิริยาตามธรรมเนียมโบราณ ทว่าในยามวิกาลที่ผู้คนต่างหลับใหลเช่นนี้ ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบกลับเปล่งประกายความเยือกเย็นเฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่ในฝัก นางกำลังจับจ้องไปยังผงสมุนไพรสีขาวละเอียดบนจานกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"หมากกระดานนี้... ข้าเป็นผู้เดินเองทั้งหมดแล้ว"
เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับรำพันกับความมืด แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในห้องโถงเงียบสงบ แผนการล่อลวงงูพิษให้ออกจากรูในคืนเดือนมืดดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ไป๋ลี่หลินใช้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘บุปผาพันราตรี’ สมุนไพรหายากที่นางจงใจเผาให้ลอยละลิ่วไปตามควันธูปในห้องหนังสือของท่านอ๋อง กลิ่นนี้หาใช่พิษร้ายแรงอันใดไม่ แต่มันมีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้นสัญชาตญาณดิบและเปิดประสาทสัมผัสของผู้ฝึกยุทธ์ให้ตื่นตัวถึงขีดสุด ทั้งยังทิ้งร่องรอยกลิ่นจางๆ ที่ติดทนนานบนอาภรณ์ของผู้ที่เข้ามาสัมผัสในระยะใกล้
เงาส탈ตระหง่านทอดตัวยาวทาบทับลงบนบานประตู กระแสลมภายนอกกรรโชกแรงขึ้นวูบหนึ่งราวกับฟ้าดินกำลังร่วมมือกันสร้างบรรยากาศอันชวนอึดอัด
แกร๊ก...
เสียงไม้กระทบกันเบาหวิวราวกับเสียงปีกแมลงวันทาบผ่าน แต่สำหรับหูของอดีตกุนซือผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน เสียงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงกลองศึก นางมิได้หันไปมองทันที หากแต่ยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบช้าๆ กิริยาสงบนิ่งราวกับมิได้ล่วงรู้เลยว่า บัดนี้มี ‘แขกยามวิกาล’ ผู้ไม่ได้รับเชิญกำลังก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของนางเสียแล้ว
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใด ‘เงา’ ในความมืดจึงยังไม่ยอมพักผ่อนเล่า" น้ำเสียงหวานใสแต่ทุ้มนุ่มด้วยอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง
ร่างสูงโปรดในชุดดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาลชะงักก้าง ภายในเงาดำนั้นซ่อนเร้นรังสีสังหารที่แผ่พุ่งออกมาอย่างดุร้าย ปลายกระบี่ในมือวาววับสะท้อนแสงไฟจากตะเกียง ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกจากมุมมืด เผยให้เห็นใบหน้าที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เหลือไว้เพียงดวงตาดอกท้อคู่ที่หรี่แคบลงด้วยความระแวดระวังและตื่นตะลึงระคนกัน
"เจ้า... รู้ตัวตั้งแต่เมื่อใด" เสียงแหบพร่าที่จงใจดัดให้ผิดเพี้ยนเอ่ยขึ้น พร้อมกับไอสังหารที่เข้มข้นขึ้นเป็นเท่าตัว
ไป๋ลี่หลินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนเรียวปากงดงามยิ่งขับเน้นความเย่อหยิ่งทระนงตนออกมาอย่างเต็มเปี่ยม "ตั้งแต่ตอนที่เจ้าเหยียบย่างเข้ามาในเรือนหลังนี้ครั้งแรกแล้ว... สายลับจากแคว้นเป่ยฉี"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง! แขกยามวิกาลสะท้านเฮือก กระบี่ในมือสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ หมายปลิดชีพสตรีตรงหน้าให้สิ้นซากในคราเดียว เพื่อปิดปากความลับที่รั่วไหล
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง ประตูห้องด้านหลังก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยพละกำลังอันมหาศาล พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มของ ‘ท่านอ๋องมู่หรงจวิ้น’ ที่ก้าวเข้ามาด้วยก้าวย่างดุร้ายดั่งพญาเสือโคร่ง
"บังaani!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอของท่านอ๋องทรงพลังจนแก้วหูแทบแตก รังสีอำมหิตระดับแม่ทัพผู้เหยียบย่ำซากศพมานับแสนแผ่พุ่งจนอากาศภายในห้องแทบกลายเป็นแข็งตัว มู่หรงจวิ้นมิได้เอ่ยคำพร่ำเพ้อ เขายื่นมือออกไปคว้าอากาศเพียงครั้งเดียว พลังภายในอันไร้เทียมทานก็ซัดเข้าใส่ร่างของสายลับผู้นั้นจนกระเด็นชนผนังห้องกระอักเลือดออกมาคำโต
หน้ากากเงินหลุดร่วงลงพื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดและมีรอยแผลเป็นทางยาวขององครักษ์เงาข้างกายเสนาบดีผู้กุมอำนาจในราชสำนัก!
ไป๋ลี่หลินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางไม่ได้ตกใจกับความรุนแรงตรงหน้าแม้แต่น้อย กลับกัน นางเพียงปัดเศษฝุ่นละอองที่มองไม่เห็นบนชายเสื้ออย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เป็นสามีที่ยืนบังร่างตนไว้ราวกับกำแพงเหล็ก
มู่หรงจวิ้นปรายตามองภรรยาเอกด้วยแววตาที่ซับซ้อน ทั้งดุร้าย หงุดหงิดที่นางเอาชีวิตมาเสี่ยงอันตราย และ... หวาดกลัวลึกๆ หากนางเป็นอันใดไป เขาจะทำเช่นไร เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดเพื่อตรวจสอบว่านางปลอดภัยดีหรือไม่ ทว่าไป๋ลี่หลินกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ
"ท่านอ๋อง... อย่าเพิ่งรีบร้อนแสดงความห่วงใยเลยเพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบพลางปรายตาไปยังองครักษ์ที่นอนหมดสภาพ "หมากตานี้... ยังเหลือตัวเดินอีกตัวหนึ่งที่พวกเรายังต้องจับมาเปิดโปง"
มู่หรงจวิ้นชะงักมือที่ยื่นออกไป ดวงเนตรสีเข้มหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุดในรอบปี เขารู้ทันทีว่าภรรยาตัวน้อยของเขากำลังวางแผนการใหญ่โตเพียงใด
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นจากนอกประตูก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลุกคลุกคลานเข้ามาคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก
"ท... ท่านอ๋อง! ฮูหยิน!" ขันทีหนุ่มละล่ำละลักละลอกละล่ายละลอก "แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพประจิม พร้อมกับ... ข้อหา 'กบฏต่อแผ่นดิน' พ่ะย่ะค่ะ!"
ถ้อยคำนั้นดังก้องราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ลี่หลินแข็งค้างในทันที ส่วนมู่หรงจวิ้นกลับระเบิดเสียงหัวเราะเยือกเย็นออกมาดังก้องราวนรกเปิด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันงดงามนี้ไปด้วยกันนะครับ
---
*พงศาวดารมีชีวิต*
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 10
หมากตานี้ใครเป็นผู้เล่น
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!