หมึกสีชาดบนฎีกาสนามหลวงยังไม่ทันแห้งสนิท กลิ่นอายคาวเลือดจากแดนประจิมก็โชยระอุทะลุผ่านม่านไหมปักลายหงส์สวรรค์เข้ามาในห้องหนังสือแล้ว ไป๋ลี่หลินวางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหยกขาวอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดั่งกุนซือผู้ผ่านศึกเวทีการเมืองมานับร้อยกระบวนท่า กวาดมองแผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นต้าเว่ยที่กางแผ่หลาอยู่เบื้องหน้า
ศึกชิงอำนาจในราชสำนักครั้งนี้หาใช่การสู้รบด้วยปลายดาบ หากแต่เป็นการเดินหมากบนกระดานที่เอาชีวิตของราษฎรนับแสนและลมหายใจของคนในตระกูลมู่หรงมาเดิมพัน
"ท่านอ๋องทรงตัดสินพระทัยแน่ชัดแล้วสินะครับ" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลลึกซึ้งดังขึ้นจากนางเอกสาว นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในค่ายทหารประจิม
มู่หรงจวิ้นในยามนี้ไม่ได้สวมชุดขุนนางเต็มยศ หากแต่ทรงอยู่ในชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬ ร่างสูงสง่ากำยำแผ่ซ่านไอสังหารที่ผู้คนต่างเกรงขาม ทว่ายามเมื่อทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้า ดวงเนตรคมปลาบดุดันคู่นั้นกลับทอประกายความอ่อนโยนระคนอาลัยอย่างที่ผู้ใดในใต้หล้าไม่มีวันได้เห็น
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายสนธยาและสนิมเหล็กจางๆ ลอยมาปะทะนาสิก ทว่ากลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรจีนประจำตัวของนาง มู่หรงจวิ้นไม่ตอบคำถามในทันที พระองค์เอื้อมพระหัตถ์หนาที่มีรอยด้านจากการจับกระบี่มานานปี แตะลงบนเรือนผมนุ่มสลวยของภรรยาอย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่าหากใช้แรงเพียงนิดเดียว สตรีผู้นี้จะสลายหายไปกับสายลม
"ดินแดนประจิมไร้ซึ่งความสงบมานานเกินไปแล้ว ลี่หลิน... หากเป่ยหรงกล้าล้ำเส้นเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว เป่ยหรงก็สมควรถูกลบชื่อออกจากแผนที่" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็นและดุร้าย ชนิดที่ทำให้ขุนศึกผู้กล้ายังต้องตัวสั่นเทิ้ม
"หม่อมฉันไม่ได้ห่วงแผ่นดิน... แต่ห่วงพระองค์ต่างหากครับ" ไป๋ลี่หลินเม้มริมฝีปากบางเฉียบเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความเด็ดเดี่ยวแต่นุ่มนวล "ราชสำนักเบื้องบนกำลังรอดูจังหวะที่ท่านอ๋องเพลี่ยงพล้ำ ฮ่องเต้ทรงระแวงในอำนาจทหารในมือพระองค์ การออกศึกครานี้... เบื้องหน้าคือข้าศึก เบื้องหลังคือมีดสั้นของราชสำนัก หม่อมฉันเกรงว่า..."
"เจ้ากลัวว่าข้าจะไม่กลับมาหาเจ้าอย่างนั้นหรือ" มู่หรงจวิ้นยิ้มหยันที่มุมพระoษ์ ทว่าแววตากลับลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร พระองค์โน้มพระวรกายลงมาประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผากมนของนาง สัมผัสนั้นอบอุ่นและมั่นคงดั่งหินผา ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระโชกผ่านหน้าต่างกระดาษสา
"หม่อมฉันเชื่อมั่นในปัญญาและการศึกของท่านอ๋อง แต่สงครามไม่มีคำว่าแน่นอน..." ลี่หลินซบใบหน้าลงกับอกแผงกว้างของสามี สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและทรงพลัง มันคือเสียงดนตรีแห่งชีวิตที่นางปรารถนาจะได้ยินไปชั่วกาลนาน "ทรงสัญญาได้หรือไม่... ว่าจะไม่เอาชีวิตไปทิ้งไว้บนทุ่งหญ้าซีเป่ย"
มู่หรงจวิ้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรวบเอวบางของนางเข้าหาพระวรกายแน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้ติดตรึงไปกับหัวใจของพระองค์ อ้อมกอดนี้อบอุ่น หวงแหน และเปี่ยมล้นด้วยความรักที่ดุดันแต่ลึกซึ้งยิ่งนัก
"ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของแม่ทัพและด้วยหัวใจของมู่หรงจวิ้น..." สุ้มเสียงทุ้มกังวานเอ่ยกระซิบข้างใบหูของนางอย่างจริงจัง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่มน "ไม่ว่าศึกจะใหญ่หลวงเพียงใด ไม่ว่าราชสำนักจะเล่นตลกเช่นไร... ข้าจะกลับมาหาเจ้า ข้าจะกลับมาตักสุชาอุ่นๆ ร่วมกับเจ้าใต้เรือนหลังนี้ เจ้าต้องรอข้า... ห้ามไปไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
คำมั่นสัญญาอันหนักแน่นดั่งคำประกาศิตสลักลึกลงในดวงใจของไป๋ลี่หลิน นางพยักหน้ารับช้าๆ น้ำตารื้นขึ้นที่หน่วยตาคู่สวยแต่มิได้ไหลริน ความรักและการพึ่งพาอาศัยกันท่ามกลางวังวนอำนาจนี้ช่างงดงามและเปราะบางในคราเดียวกัน
ในจังหวะเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังสะท้านขึ้นที่นอกระเบียงเรือน ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งตามรหัสลับประจำกองทัพ
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มีม้าเร็วจากเมืองหลวงส่งสาสน์ด่วนพิเศษ ประทับตราประทับลับจากตำหนักใน!" เสียงขององครักษ์เงาดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
มู่หรงจวิ้นคลายอ้อมกอดออกช้าๆ แววตาที่ทอดมองภรรยาแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุร้ายในชั่วพริบตา พระองค์ผละพระบาทไปยังโต๊ะหนังสือ รับกระบอกไม้ไผ่เคลือบครั่งสีชาดมาถือไว้ เมื่อดึงม้วนกระดาษด้านในออกมาทอดพระเนตร สีพระพักตร์ของท่านอ๋องก็มืดมนลงดั่งเมฆฝนก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ไป๋ลี่หลินก้าวเข้าไปใกล้ สังเกตเห็นรอยหมึกบนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตาดอกท้อของนางหรี่แคบลงทันทีเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ เบื้องพระพักตร์
*“ฮองเฮามีรับสั่งด่วน... พระสนมเอกตระกูลหลิวสิ้นพระชนม์อย่างปริศนาในตำหนักใน โทษทัณฑ์ทั้งมวลถูกโยนมาให้ตระกูลไป๋ของฮูหยินเอกเป็นผู้รับผิดชอบ ราชโองการปลดและประหารชีวิตกำลังเดินทางไปยังจวนอ๋องประจิมแล้ว”*
ความเงียบสงบอันวิจิตรในห้องหนังสือถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นด้วยกลอุบายชั่วร้ายจากวังหลวง บรรยากาศตึงเครียดบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ มู่หรงจวิ้นแค่นหัวเราะออกมาเสียงต่ำอย่างน่ากลัว รัศมีอำนาจแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายเย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ
พระองค์หันกลับมาทอดพระเนตรสตรีในดวงใจ ทว่าก่อนที่ท่านอ๋องจะทันได้ตรัสสิ่งใด ประตูก็ถูกถีบเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของขันทีเฒ่าหน้าขาวซีดผู้ถือราชโองการสีทองอร่ามในมือ แววตาของขันทีผู้นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนเร้นเอาไว้อย่างมิดชิด
"ฮั่นแน่... ราชโองการสวรรค์มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีกนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง และ... ฮูหยินไป๋"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาด้วยกันเสมอนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พงศาวดารมีชีวิต
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 29
คำสัญญาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!