“เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะยึดตราประทับจวนอ๋องต่อหน้าข้า!”
เสียงตวาดกร้าวของไป๋ลี่หลินก้องกังวานอยู่กลางโถงรับรอง กลิ่นอายความเยือกเย็นที่นางได้รับอิทธิพลมาจากมู่หรงจวิ้นแผ่ซ่านออกมาจนเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างก้มหน้าตัวสั่น อนุซูที่บัดนี้ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันหยัดกายลุกขึ้น สายตาที่เคยอ่อนน้อมกลับเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจ นางไม่ได้มาเพียงลำพัง ข้างกายมีขุนนางฝ่ายตรงข้ามของท่านอ๋องยืนตระหง่านอยู่สองคน
“ท่านอ๋องทรงยกทัพไปชายแดนประจิมนานเกินไปแล้ว ลี่หลิน... จวนอ๋องยามนี้ขาดเสาหลัก เปรียบเสมือนเรือที่ไร้หางเสือท่ามกลางพายุฝน ข้าเพียงแต่มาช่วย ‘จัดระเบียบ’ แทนท่านอ๋องเท่านั้น” อนุซูเอ่ยเสียงเรียบพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ถ้วยน้ำชาเคลือบหยกอย่างเชื่องช้า “เจ้าเป็นเพียงสตรีที่ถูกท่านอ๋องลืมเลือน จะมีสิทธิ์อันใดมาขวางทางผู้ที่จะมาดูแลความมั่งคั่งของจวนนี้ให้ยั่งยืน?”
ลี่หลินแค่นยิ้มที่มุมปาก ดวงตากลมโตหรี่ลงดั่งคมดาบ นางไม่จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ เพราะนางต้องการเห็นว่า ‘งูพิษ’ เหล่านี้จะเผยเขี้ยวเล็บออกมาได้ถึงเพียงใด
“ผู้ดูแลหรือ?” ลี่หลินก้าวเดินลงจากเก้าอี้ประธาน ชายกระโปรงผ้าไหมปักลายโบตั๋นลากผ่านพื้นหินอ่อนไร้เสียง “ท่านอ๋องทรงมอบหมายให้ข้าเป็นผู้ดูแลบัญชีทรัพย์สินและอำนาจภายในจวน การที่เจ้าพาคนนอกเข้ามาข่มขู่ถึงเรือนชั้นใน มิใช่การจัดระเบียบหรอกอนุซู... แต่มันคือการ ‘กบฏ’ ต่อคำสั่งของสามีข้า!”
“กบฏรึ? ท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยมผู้นั้นจะไม่มีวันกลับมาเห็นภาพนี้หรอก” ขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่ยืนนิ่งอยู่นานกล่าวแทรก น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร “ข่าวลือจากชายแดนระบุชัดว่าทัพประจิมถูกปิดล้อมจนมุม จวนอ๋องยามนี้เปรียบดั่งซากศพที่รอเวลาถูกชำแหละ เจ้าควรจะฉลาดพอที่จะส่งมอบตราประทับและสมบัติทั้งหมดให้เราเสียแต่โดยดี ชีวิตเจ้าจะได้คงอยู่รอดจนกว่าจะสิ้นรัชสมัย”
บรรยากาศในโถงเงียบงันลงทันตาเห็น ลมเย็นจากหน้าต่างที่เปิดแง้มพัดเอาละอองฝนโปรยปรายเข้ามา กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งไปพร้อมกับกลิ่นหอมของกำยานที่จู่ๆ ก็ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ลี่หลินตระหนักได้ทันทีว่าอนุซูมิได้มามือเปล่า
‘นางแอบใส่ยาพิษในกำยาน’
ลี่หลินฝืนกลั้นหายใจ หัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง นางรู้ดีว่าหากพ่ายแพ้ในยามนี้ ทุกสิ่งที่มู่หรงจวิ้นสร้างมาจะมลายสิ้น แต่นางคือไป๋ลี่หลิน สตรีที่เคยผ่านสนามรบด้วยมันสมองมามากกว่าใคร นางหยิบพัดด้ามจิ้วขึ้นมาปัดผ่านกำยานนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งสัญญาณมือไปยังบ่าวรับใช้คนสนิทที่ซ่อนอยู่หลังฉากกั้น
“ในเมื่อพวกท่านปรารถนาสมบัติของจวนอ๋องนัก ข้าก็มีของขวัญชิ้นพิเศษจะมอบให้” ลี่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าแฝงความนัยที่ทำให้อนุซูชะงักไปชั่วครู่ นางหันไปสั่งบ่าว “ไปนำกล่องหยกใบนั้นมา... กล่องที่ท่านอ๋องกำชับนักหนาว่าหากผู้ใดริอาจก้าวล่วงเขตเรือนชั้นในโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เปิด ‘สิ่งนั้น’ ออกมาพิพากษา”
อนุซูเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ร่างกายของนางเริ่มอ่อนแรง มือที่ถือถ้วยชาสั่นเทา “เจ้า... เจ้าทำอะไรลงไป!”
“กำยานดอกไม้ราตรีที่เจ้าเตรียมมาน่ะหรือ? น่าเสียดายที่ข้าใช้เวลาหมุนเวียนอากาศในจวนนี้ใหม่หมดตั้งแต่เช้า” ลี่หลินเดินเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นไอพิษที่จางลงจากตัวอีกฝ่าย “เจ้ามันโง่เขลาอนุซู เจ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้สตรีที่คิดร้ายต่อสามีของข้าลอยนวลอยู่ได้นานถึงเพียงนี้?”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังชุดดำก็ดังขึ้นล้อมโถงรับรองเอาไว้ ทว่าไม่ใช่กองกำลังของท่านอ๋อง และไม่ใช่คนของขุนนางเหล่านั้น... แต่เป็นหน่วยอารักขาที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้!
ประตูโถงถูกผลักออกอย่างแรง บุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยแววตาเย็นชาที่ทำให้ทุกคนในห้องแทบหยุดหายใจ เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมู่หรงจวิ้นที่ควรจะอยู่ที่ชายแดน! เขาอยู่ในชุดเกราะเต็มยศ โลหิตเปรอะเปื้อนบนเกราะอ่อนส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วโถง
ลี่หลินมองชายตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความโล่งใจที่ถูกซ่อนไว้ใต้ใบหน้านิ่งเฉย
“ท่านอ๋อง...” อนุซูละล่ำละลัก เสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีด “หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ได้...”
มู่หรงจวิ้นไม่ได้มองนางด้วยซ้ำ สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายจับจ้องอยู่ที่ไป๋ลี่หลินเพียงผู้เดียว เขาเดินผ่านขุนนางเหล่านั้นไปราวกับพวกเขามิมีตัวตน ก่อนจะหยุดลงตรงหน้านาง ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าของนางจนลี่หลินสัมผัสได้ถึงความรุ่มร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น
“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วลี่หลิน...” มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงต่ำพลางคว้าข้อมือนางไปประทับจูบอย่างแผ่วเบา แต่แววตาที่เหลือบมองพวกกบฏกลับดุร้ายดั่งปีศาจ “ว่าอย่าปล่อยให้สิ่งสกปรกพวกนี้ เข้ามาทำให้ความสงบในเรือนของเจ้าต้องมัวหมอง”
เขาหันกลับไปมองกลุ่มกบฏด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษสีทองออกมาจากอกเสื้อแล้วชูขึ้น “พระราชโองการฉบับล่าสุด... ใครที่คิดจะยึดจวนอ๋องในยามที่ข้าไม่อยู่ ให้ถือว่ามีโทษฐานกบฏต่อแผ่นดิน มีโทษถึงประหารเจ็ดชั่วโคตร”
มู่หรงจวิ้นขยับยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับว่างเปล่า “และบังเอิญว่า... ข้าเพิ่งได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สำเร็จโทษด้วยมือของข้าเอง”
เสียงชักดาบยาวดังระงมไปทั่วโถง แต่มิใช่จากกองกำลังของท่านอ๋อง หากแต่เป็นเสียงที่ดังมาจากทางเข้าด้านหลัง... กลุ่มขุนนางชุดแดงที่มาพร้อมกับราชองครักษ์หลวงที่ได้รับคำสั่งลับจากฮ่องเต้กำลังล้อมวงเข้ามาอีกชั้น!
แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลี่หลินต้องเบิกตากว้าง คือเมื่อนางเหลือบไปเห็น ‘ตราประทับ’ ที่อยู่ในมือของขุนนางฝ่ายตรงข้ามเมื่อครู่ บัดนี้มันกลับส่องประกายสีม่วงแปลกประหลาดออกมาจากใต้คอเสื้อของมู่หรงจวิ้นที่เขาเพิ่งได้รับมาจากสนามรบ
นั่นมิใช่ตราประทับจวนอ๋อง... แต่เป็นตราพยัคฆ์ที่ใช้สั่งการกองทัพลับของจักรพรรดิองค์ก่อนที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปี!
เหตุใดท่านอ๋องถึงมีสิ่งนี้อยู่ในครอบครอง? และเขากำลังเล่นเกมอะไรกันแน่?
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาด้วยกันเสมอนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พงศาวดารมีชีวิต
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 30
ความวุ่นวายยามไร้แม่ทัพ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!