ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 31

ฮูหยินเอกผู้บัญชาการ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานบาดแก้วหู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วตำหนักทิศประจิม ค่ำคืนนี้หาใช่ราตรีอันสงบเงียบตามธรรมเนียมของจวนอ๋อง หากแต่เป็นสนามสังหารขนาดย่อมที่ถูกชักใยโดยเงาสีดำนับร้อย ไป๋ลี่หลินยืนนิ่งอยู่บนระเบียงชั้นสอง ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด นางมิได้มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ท่าทีของนางกลับเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี อาภรณ์แพรไหมสีเพลิงถูกถอดทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ร่างระหงในยามนี้สวมทับด้วยชุดเกราะอ่อนถักทอจากเกล็ดปลาเงินบริสุทธิ์ น้ำหนักเบาแต่คงทนต่อคมดาบ แนบกระชับรับสัดส่วนทรวดทรงอันสง่างาม น้ำหนักของเกราะเหล็กส่งเสียงกระทบกันเบาๆ ทุกครั้งที่นางขยับกาย แผ่กลิ่นอายความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็นออกมาจนผู้พบเห็นต้องสยบยอม "รายงานท่านกุนซือ! หน่วยเงาทมิฬของฝ่ายตรงข้ามบุกทะลวงผ่านประตูชั้นที่สองเข้ามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หัวหน้าองครักษ์ประจำจวนพุ่งเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้า ลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลฉีกขาดจากคมดาบ ไป๋ลี่หลินมิได้หันกลับไปทันที นางกำลังใช้พู่กันขนกระต่ายแตะหมึกจีนสีดำสนิท สะบัดข้อมือร่างแผนผังค่ายกลลงบนแผ่นกระดาษสาด้วยความเร็วและแม่นยำ ทุกเส้นสายที่นางลากผ่านบ่งบอกถึงมันสมองอันเป็นเลิศที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีเยี่ยม "ให้หน่วยซุ่มยิงถอยร่นไปตั้งรับที่ระเบียงชั้นสาม ปิดตายประตูทิศเหนือ และเปิดช่องทางระบายลมทิศใต้" น้ำเสียงหวานใสกังวานดั่งไข่มุกกระทบจานหยกเอ่ยขึ้นอย่างมั่นคง ทรงอำนาจจนหัวหน้าองครักษ์ต้องรับคำสั่งด้วยความเคารพอย่างสูง "ส่วนเจ้า... นำกำลังพลแปดสิบคนซุ่มรออยู่ที่สวนหิน เมื่อพวกมันก้าวเข้ามาในรัศมีแปดก้าว ให้จุดประทัดเพลิงสกัดเส้นทางถอยทันที อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว" "รับทราบ!" ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างงดงาม ชายผ้าคลุมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมยามราตรี นางหยิบกระบี่วิญญาณประจำกายที่สลักลวดลายดอกเหมืองUขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างขวา นิ้วเรียวยาวลูบไล้คมดาบที่อาบยาพิษสีฟ้าจางๆ แววตาดุดันฉายประกายความเฉียบคม นางหาใช่สตรีในห้องหอที่รอคอยความช่วยเหลือจากบุรุษ หากแต่เป็นยอดกุนซือผู้กุมชะตากรรมของจวนอ๋องไว้ในกำมือ ภายนอก เสียงกรีดร้องและเสียงเหล็กปะทะกันดังระรัว กองกำลังองครักษ์ที่เหลืออยู่ภายใต้การบัญชาการของนางเคลื่อนไหวราวกับเงาพราย พวกเขาใช้ค่ายกลที่นางร่างขึ้นมาตลบหลังศัตรูอย่างแนบเนียน จากสถานการณ์ที่ตกเป็นรอง กลับพลิกผันกลายเป็นฝ่ายคุมเกมไว้ทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ลี่หลินก้าวเดินลงมาจากระเบียงช้าๆ รองเท้าหนังปักลายดอกเหมืองย่างก้าวไปตามทางเดินที่เปื้อนคราบโลหิต นางกวาดสายตามองซากศพที่นอนระเกะระกะด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ความตายมิได้ทำให้สตรีเช่นนางหวาดกลัว ในยุคสมัยที่อำนาจคือความอยู่รอด ความเมตตาคือความโง่เขลาที่สุด ทว่า... ในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวเข้าไปตรวจสอบศพหัวหน้ามือสังหาร ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็พุ่งทะยานเข้ามาจากกำแพงจวน รัศมีพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนบรรยากาศแทบหยุดหายใจ มู่หรงจวิ้น... ท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิม ในยามนี้ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีแดงก่ำด้วยโทสะ เส้นผมสีดำสนิทหลุดลุ่ยไม่เป็นระเบียบ ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายความดุร้ายราวดุจปีศาจที่เพิ่งหลุดพ้นจากขุมนรก ทันทีที่เขากวาดสายตามาเห็นภรรยาเอกยืนอยู่ท่ามกลางกองเลือด ร่างของเขาก็ชะงักงัน ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของแม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในหล้า "ลี่หลิน..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอหนา มู่หรงจวิ้นก้าวยาวๆ เข้ามาประชิดตัวนางในชั่วพริบตา มือหนาที่สั่นเทาเล็กน้อยเอื้อมออกไปคว้าไหล่บางทั้งสองข้างไว้แน่น ราวกับหวาดกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา "เจ้า... เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" ไป๋หลินหลินเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีสายโหดผู้นี้ นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อความคลุ้มคลั่งของเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย "หม่อมฉันหาใช่เด็กน้อยที่จะต้องให้ท่านอ๋องมาคอยปกป้องตลอดเวลาเพค่ะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "หากท่านช้ากว่านี้อีกครึ่งเค่อ เกรงว่าจวนของท่านคงเหลือแต่เถ้าถ่านไปแล้ว" มู่หรงจวิ้นไม่สนใจวาจาเชือดเฉือนนั้น ร่างสูงโถมเข้าสวมกอดร่างบางแน่นจนกระดูกแทบแหลกสลาย ไออุ่นจากร่างกายของนางคือสิ่งเดียวในค่ำคืนนี้ที่ดึงสติของเขากลับมาจากขอบเหวลึกแห่งความคลุ้มคลั่ง หัวใจที่ด้านชามานานนับปีเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก เขากดใบหน้าลงกับลาดไหล่ของนางสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนผสมกลิ่นอายควันไฟและเลือดจางๆ "ข้าขอโทษ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจดังชิดริมหู "ข้าไม่น่าปล่อยให้เจ้าอยู่ที่นี่ลำพัง" ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นกลับยอมก้มหัวซบลงที่ซอกคอของสตรีที่เขาเคยดูแคลน กลายเป็นบุรุษคลั่งรักที่สูญสิ้นความเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังเข้าปกคลุม สัมผัสอันเยียบเย็นประหลาดก็พุ่งปะทะเข้าที่ต้นคอของมู่หรงจวิ้น ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งแหวกอากาศยามราตรีพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงลิ่ว ปลายลูกธนูสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายสีเขียวมรกต พุ่งตรงไปยังจุดตายกลางหลังของท่านอ๋องอย่างแม่นยำไร้ที่ติ! ไป๋ลี่หลินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณของแพทย์และยอดกุนซือทำงานเร็วกว่าความคิด นางไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะหมุนตัวสลับตำแหน่งกับสามี ดึงร่างหนาให้หลบพ้นวิถีลูกธนู *ฉับพลัน!* คมลูกธนูเฉียดผ่านหัวไหล่ขวาของนางไปอย่างฉิวเฉียด ปักลึกลงไปในเสาไม้สนด้านหลังจนแตกละเอียด ยาพิษสีดำสนิทซึมลามกัดกินเนื้อไม้จนกลายเป็นควันพวยพุ่งส่งกลิ่นเหม็นไหม้ มู่หรงจวิ้นหันกลับมามองภาพนั้น ดวงเนตรสีแดงฉานเบิกกว้างด้วยความตกใจขีดสุด เมื่อก้มลงมอง... เขาพบว่าปลอกแขนเกราะของไป๋ลี่หลินมีรอยฉีกขาด และมีหยดเลือดสีดำคล้ำไหลรินลงมาหยดลงบนพื้นหินอ่อน "ลี่หลิน!" ก่อนที่ท่านอ๋องจะทันได้เอ่ยคำใด เงาร่างนับสิบสายก็ปรากฏขึ้นบนหลังคาตำหนัก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดคลุมสีทองลายมฆาผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก มือข้างหนึ่งถือคันธนูเหล็กกล้าที่ยังคงมีควันพิษลอยกรุ่น "ฮูหยินเอกช่างปรกป้องสามีได้ดีเยี่ยม..." เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเยือกเย็นดังสะท้อนก้องราวก้องมาจากขุมนรก "น่าเสียดายนัก... ที่พิษสลายวิญญาณนี้ ไม่มีหมอเทวดาคนใดในใต้หล้าถอนได้ภายในหนึ่งชั่วยาม" มู่หรงจวิ้นคำรามลั่นราวกับพยัคฆ์ร้ายถูกกระชากเกล็ด ดาบในมือถูกชักขึ้นพุ่งชี้หน้าผู้มาใหม่ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงที่สุดในชีวิต ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาด้วยกันเสมอนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%