โลหิตมิได้หลั่งรินจากปลายดาบ... แต่มันรินไหลจากความเย่อหยิ่งที่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด
กลิ่นอับชื้นของค่ำคืนเดือนมืดเคล้าคลอด้วยกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นอายดินปืน ทว่า ณ เรือนปีกตะวันตกของจวนอ๋อง กลับเงียบสงบราวกับไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ไป๋ลี่หลินนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง ตัวหมากสีดำและขาวถูกจัดวางเป็นระเบียบตามตำรับพิชัยสงคราม ดวงตาหงส์คู่สวยทอดมองออกไปเบื้องนอกผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ที่ซึ่งเงาร่างของกองกำลังทหารรับจ้างนับร้อยชีวิตกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาดั่งฝูงกาฝาดผู้หิวโหย
พวกมันคิดว่าประตูจวนที่เปิดกว้างคือสัญญาณของการยอมจำนน... ช่างเป็นความโง่เขลาที่น่าสมเพชยิ่งนัก
"ฮูหยินขอรับ ทางด้านทิศใต้... พวกมันเหยียบเข้ามาในเขตค่ายกลชั้นที่สามแล้วครับ" เสียงรายงานจากเงาองครักษ์ผู้หนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลม
ไป๋ลี่หลินไม่แม้แต่จะชายตามอง นางเพียงหยิบหมากขาวขึ้นมาเม็ดหนึ่ง คีบมันไว้อย่างมั่นคงด้วยเรียวนิ้วเรียวงามดั่งหยก ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้ เสียง 'แป๊ะ' ดังขึ้นกังวานท่ามกลางความเงียบงัน
"ให้พวกมันเดินหน้าต่ออีกสามก้าว" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงอำนาจโดยไม่ต้องเปล่งเสียงดัง "จากนั้น... จุดไฟ"
*เปรี้ยง! โครม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นดังก้องไปทั่วท้องทฟ้า ราตรีกาลถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงสีครามที่ลุกโชนขึ้นจากพื้นดินอย่างไร้ที่มา ดั่งอสูรกายร้ายที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล กองกำลังศัตรูที่กำลังกรูกันเข้ามาด้วยความฮึกเหิมพลันกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก พื้นหินศิลาที่พวกมันเหยียบย่ำเมื่อครู่ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นหลุมพรางมรณะ ค่ายกลแปดทิศที่ไป๋ลี่หลินใช้เวลาแรมเดือนในการคำนวณและวางรากฐาน บัดนี้กำลังบดขยี้ขบวนทัพของศัตรูให้แตกพ่ายเป็นจุลด้วยสติปัญญา หาใช่กำลังทหาร
"นี่มัน... อะไรกันวะ! ถอย! ถอยโว้ย!" เสียงตะโกนอย่างขวัญหนีดีฝ่อของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามดังประสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าทหารที่ตกลงไปในหลุมกับดักแหลมคม
ในห้องโถงใหญ่ของจวน ท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้พนักสูง ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองการศึกเฉพาะหน้าที่ถูกจำลองผ่านภาพสะท้อนในจอกสุรา รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมพระoษฐ์หยักลึก ความดุร้ายเยือกเย็นที่เคยแผ่ออกมาเพื่อฆ่าฟันผู้คน บัดนี้กลับเจือด้วยความรู้สึกอื่น... ความลุ่มหลง ชื่นชม และความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
สตรีของเขา... ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่คราเดียว
"อ๋องผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนประจิมผู้เลื่องชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม..." ไป๋ลี่หลินก้าวเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายสงคราม แต่นางกลับดูราวกับเทพเซียนผู้ลงมาเยือนโลกมนุษย์ มิใช่สตรีที่กำลังบัญชาการฆ่าคนนับร้อย "หม่อมฉันเกรงว่าท่านจะไม่มีโอกาสได้ออกแรงเสียแล้วกระมังครับ... อ๋องของหม่อมฉัน"
มู่หรงจวิ้นวางจอกสุราลงช้าๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาหาภรรยาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคง แววตาดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึกยามที่ทอดมองดวงหน้างามสง่า ฝ่ามือหนาเอื้อมออกไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนวลของนางอย่างเบามือ ราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวใต้หล้าที่เขายอมคุกเข่าให้
"เจ้าทำให้เปิ่นหวางรู้สึกว่า... ตนเองช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ลี่หลิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง "ศัตรูภายนอกยังไม่ทันได้ลิ้มลองกระบี่ของเปิ่นหวาง ก็ต้องมาสิ้นท่าด้วยมันสมองของฮูหยินข้าเสียก่อน"
"สงครามมิได้วัดกันที่คมดาบ ท่านอ๋อง..." ไป๋ลี่หลินเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากช่างเฉียบคมบาดใจ "แต่วัดกันที่ว่า... ใครคือผู้ถือหมากตัวสุดท้ายต่างหากล่ะครับ"
บรรยากาศรอบกายพลันอบอวลด้วยความเสน่หาที่ผสมผสานกับกลิ่นไออำนาจ ความเร่าร้อนของศึกสงครามภายนอกจางหายไปหลงเหลือเพียงแรงดึงดูดระหว่างคนทั้งสอง ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันอันลึกซึ้งกำลังจะเชื่อมโยงหัวใจของพวกเขาทั้งสองเข้าหากัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันร้อนรนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
*ปัง!*
ประตูห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง องครักษ์ประจำตัวของท่านอ๋องพุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและคราบเขม่าควัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนแทบถסתออกจากเบ้า
"ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! แย่แล้วขอรับ!" องครักษ์ผู้นั้นคุกเข่าลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ร่างกายสั่นเทาน้อยๆ "กองกำลังที่บุกเข้ามาเมื่อครู่... เป็นเพียงแค่การหลอกลวง เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือ... คือ..."
มู่หรงจวิ้นขมวดคิ้วมุ่น รังรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาในทันที "พูดมา! มันคืออะไร!"
"คลังลับหลวง... และราชโองการประทานอภัยโทษที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ถูกคนกลุ่มหนึ่งชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วขอรับ! และ... และคนผู้นั้นทิ้งสิ่งนี้ไว้เบื้องหลัง"
องครักษ์ยื่นห่อผ้าเปื้อนเลือดสั่นเทาขึ้นมา เมื่อไป๋ลี่หลินก้าวเข้าไปรับและเปิดมันออก ดวงตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งและมั่นคงมาตลอดกลับต้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภายในห่อผ้ามิใช่สิ่งของมีค่า แต่เป็น... ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกเหมย ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่นางมอบให้กับ "พี่ชายร่วมสาบาน" ผู้ล่วงลับไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน!
รอยยิ้มของยอดกุนซือหญิงเลือนหายไปในพริบตา ความหนาบวกกับความเยือกเย็นแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมขั้วหัวใจ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาด้วยกันเสมอนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พงศาวดารมีชีวิต
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 32
ประตูจวนที่ปิดตาย
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!