"ตัวเลขในหมวดคลังเสบียงค่ายทหารประจิมเมื่อฤดูเหมันต์ปีก่อน กับยอดเบิกจ่ายผ้าแพรต่วนสีมงคลในนามหออักษรจันทรา... ช่างมีความเหลื่อมล้ำกันจนน่าขันว่าขุนนางฝ่ายคลังหรือพ่อค้าหน้าเลือดคนใดเป็นผู้ร้อยเรียงบันทึกเล่มนี้ขึ้นมากันแน่"
สำเนียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือประจำจวนอ๋อง แสงตะเกียงน้ำมันตั่วหงิวทอประกายสีส้มสลัวกระทบเข้ากับใบหน้าด้านข้างของ ไป๋ลี่หลิน นางมิได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ใด ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังไล่กวาดสายตาไปตามตัวอักษรจีนตัวบรรจงที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดบัญชีหนังวัวอย่างละเอียดลออ ทุกหยดหมึกที่ถูกแต้มลงบนกระดาษสาล้วนมีความหมายซ่อนเร้น มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟ้องร้องถึงการทุจริตอันแนบเนียนในเรือนหลัง
อนุซู... สตรีผู้ใช้ความงดงามและมารยาเล่มเกวียนไต่เต้าขึ้นมามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจวนอ๋องยามที่ท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นไม่อยู่ คาดไม่ถึงเลยว่าความโลภจะบังตาจนทำให้นางกล้าลักลอบยักยอกเงินสนับสนุนกองทัพประจิมไปเป็นของส่วนตัว นานวันเข้าจนพอกพูนกลายเป็นตัวเลขมหาศาลที่ต่อให้เอาชีวิตของอนุซูมาประหารสبيยห้าครั้งก็ยังไม่สาสมกับความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดินและทรยศต่อกองทัพ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แผ่วเบาดั่งพยัคฆ์ย่างก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลัง ไป๋ลี่หลินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย กลิ่นอายสนจันทน์ผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ติดกายบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งค่ายทหารประจิม นางไม่ได้ขยับตัวหลบหนี หรือแม้แต่จะลุกขึ้นทำความเคารพตามธรรมเนียมปฏิบัติของภรรยาที่ดี เพราะในยามนี้ ทั้งสองต่างผูกพันกันด้วยพันธะแห่งผลประโยชน์และเกมการเมือง หาใช่ความเสน่หา
"ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่ดับตะเกียงพักผ่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังสำริดกังวานขึ้นเหนือศีรษะ ท่านอ๋องมู่หรงจวิ้นทอดพระเนตรมองแผ่นหลังบอบบางที่ห่อหุ้มด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีนวลตา แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองกองสมุดบัญชีนับสิบเล่มที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจายบนโต๊ะทำงานของเขาเอง ความฉลาดเป็นเลิศของสตรีตรงหน้าไม่เคยทำให้เขารู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะทวีความพึงพอใจและจุดประกายความเร้นลับในดวงตาคู่นั้นให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น
ไป๋ลี่หลินวางพู่กันในมือลงอย่างแผ่วเบา นางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้เป็นสามี ดวงตาคู่คมดั่งหงส์สบประสานกับนัยน์ตาดุดันคู่นั้นอย่างไร้ความหวาดหวั่น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน
"หม่อมฉันกำลังตรวจดูว่า... ทรัพย์สินที่ท่านอ๋องทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกในสนามรบ เพื่อแลกมาซึ่งความสงบสุขของราษฎรและเกียรติยศของราชสำนัก ถูกผลาญไปกับความไร้ยางอายของ 'คนใน' บ้านหลังนี้ไปมากเพียงใดเพคะ" ลี่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนบาดลึกถึงกระดูกดำ "ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่ว่า ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาชาศึกประจิมสามเดือน หายไปอยู่บนเรือนของอนุซูในรูปของเครื่องประดับทองคำฝังมุกราตรีจนหมดสิ้น"
มู่หรงจวิ้นมิได้แสดงอาการตกใจหรือโกรธเคืองแม้แต่น้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รัศมีอันเยือกเย็นและดุร้ายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับราชสีห์ที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้าสู่กรงขัง เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนลี่หลินต้องเอนกายพิงกับโต๊ะโดยอัตโนมัติ ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายบุรุษเพศทำให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลินอบอ้าวขึ้นมาอย่างประหลาด
"เจ้าเรียกข้ามากลางดึก เพื่อจะบอกเรื่องนี้แค่นั้นหรือ... ฮูหยินของข้า" มู่หรงจวิ้นกระซิบเสียงต่ำชิดริมฝีปากนุ่มของนาง นัยน์ตาคมกริบพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "หรือเจ้ากำลังเรียกร้องความสนใจจากสามีผู้นี้ ด้วยการรื้อค้นห้องหนังสือส่วนตัวแล้วทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง"
"หม่อมฉันไม่มีเวลาว่างพอจะเล่นสนุกกับท่านหรอกเพคะ" ลี่หลินเอี้ยวคอหลบเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่าง แต่ฝ่ามือหนากลับเอื้อมมาตรึงเอวบางไว้ด้วยแรงอันมหาศาลราวกับคีมเหล็ก นางจึงทำได้เพียงเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา "หลักฐานการยักยอกทรัพย์ บัญชีลับที่ซ่อนไว้ใต้พื้นเรือนปีกตะวันตก และรายชื่อพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อของโจร... ทุกอย่างอยู่ในกำมือของหม่อมฉันแล้ว การที่ท่านอนุญาตให้อนุซูมีอำนาจในเรือนหลัง ก็เพื่อรอให้หม่อมฉันใช้เป็นข้ออ้างในการกวาดล้างศัตรูในบ้านให้สิ้นซากไม่ใช่หรือเพคะท่านอ๋อง?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มู่หรงจวิ้นจ้องมองภรรยาเอกของตนด้วยแววตาลึกล้ำ รอยยิ้มที่มุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด สตรีผู้นี้อ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าแม่ทัพมือขวาเสียอีก นางไม่เพียงแต่ฉลาดเฉลียว แต่ยังมีความเด็ดเดี่ยวระดับที่ต่อให้ต้องล้างบางจวนอ๋องทั้งหลังนางก็ไม่ลังเล
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว ลี่หลิน..." มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงพร่า มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนผิดกับนิสัยดุร้ายของเขาทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ "คนฉลาดเช่นนี้... ข้าควรจะให้รางวัลเจ้าด้วยอะไรดี?"
"ท่านอ๋องโปรดเก็บรางวัลของท่านไว้ใช้ในยามที่หม่อมฉันจัดการ 'ถอนรากถอนโคน' งูพิษตัวนั้นเสียก่อนจะดีกว่า" ลี่หลินปัดมือเขาออกอย่างไม่แยแส ก่อนจะหยิบสมุดบัญชีเล่มสำคัญขึ้นมาสะบัดเบาๆ "พรุ่งนี้เช้า... จะเป็นงานเลี้ยงน้ำชาต้อนรับขุนนางฝ่ายคลัง หม่อมฉันเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้อนุซูแล้ว รับรองว่านางจะไม่มีวันได้ลืมพระคุณของหม่อมฉันไปชั่วชีวิต"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านอ๋องมู่หรงจวิ้น เขายอมปล่อยเอวบางให้เป็นอิสระ ก่อนจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วประสานมือคำนับภรรยาของตนด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ได้ตามบัญชาของนาง
"ตามใจเจ้า... จวนหลังนี้ มอบให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการแต่เพียงผู้เดียว อยากฆ่าใคร อยากเผาที่ใด ข้าล้วนหนุนหลังเจ้าทั้งสิ้น" มู่หรงจวิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดด้วยแผนการอันแยบยล เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน ขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองคนลงกระทันหัน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของพ่อบ้านหลี่ดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงสั่นเครือ "ม้าเร่วนำพระราชโองการด่วนจากในวังหลวงมาถึงหน้าประตูจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เป็นราชโองการ... ที่ระบุพระนามของพระชายาเอกโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หรงจวิ้นและไป๋ลี่หลินสบตากันทันที ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจเมื่อสัญญาณอันตรายพุ่งตรงมายังจวนอ๋องในยามวิกาลเช่นนี้!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของพงศาวดารมีชีวิตด้วยดีเสมอมานะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด•ตอนที่ 5
บันทึกบัญชีที่หายไป
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าสามีสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!