วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ•ตอนที่ 26

คำด่าที่ทำให้ใจสลาย

ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
“หยุดเดี๋ยวนี้น้ำขิง! เลิกทำตัวเป็นภาระคนอื่นสักทีจะได้ไหม!” เสียงตวาดกร้าวที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางความเงียบสนิทของห้องแล็บภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางกระหม่อม เศษแผ่นอะคริลิกใสแตกกระจายเกลื่อนพื้นปูนเปลือย พร้อมกับเฟืองโลหะขนาดเล็กที่กลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของชายหนุ่มร่างสูง กลิ่นไหม้จางๆ ของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บรรยากาศอึดอัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก น้ำขิงยืนตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วทั้งสิบที่สั่นระริกยังคงค้างเติ่งอยู่ในท่าเดิม เปลือกตาบางกะพริบถี่ๆ มองเศษซากความพินาศตรงหน้าด้วยความพร่าเลือน หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบและดิ่งฮวบลงสู่ความเวิ้งว้าง เธอก้มมอง ‘ตุ๊กตาแม่มดถักไหมพรม’ สีส้มตัวจิ๋วที่ตกอยู่ข้างเศษวงจรเหล่านั้น... มันคือของนำโชคที่เธออดหลับอดนอนถักทั้งคืนเพื่อเอามาให้เขา เพราะข้อความปริศนาที่ส่งเข้ามาในมือถือเมื่อคืนวานทำให้เธออยู่ไม่สุข *[ระวังตัวไว้ให้ดีนะเด็กน้อย... คนที่เธอคิดว่ารู้จักดี อาจจะไม่ใช่คนที่เธอคิดเลยก็ได้]* คำขู่นั้นตามหลอกหลอนจนน้ำขิงกลัวจับใจ เธอกลัวว่าใครบางคนจะมาทำร้ายพี่เหนือ กลัวว่าโปรเจกต์ส่งเข้าประกวดระดับประเทศที่เขาทุ่มเทมาแรมปีจะมีอันเป็นไป เธอถึงได้แอบดอดเอาเครื่องรางสายขาวตามตำราแม่มดฝึกหัดมาวางไว้ที่โต๊ะทำงานของเขา แต่ความซุ่มซ่ามระดับสิบกะโหลกของเธอก็ดันไปสะดุดเข้ากับสายไฟเครื่องควบคุมหลักเข้าอย่างจัง “พี่... พี่เหนือ... ขิงไม่ได้ตั้งใจ...” เสียงหวานสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ น้ำขิงพยายามก้าวเข้าไปหาเขา หวังจะเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนแกร่งที่สวมทับด้วยเสื้อช็อปสีเลือดหมูเปื้อนคราบน้ำมันเครื่อง ทว่า สิ่งที่เธอได้รับตอบกลับมา มีเพียงสายตาคมกริบที่ตวัดมองมาราวกับใบมีดโกนแช่แข็ง พี่เหนือยืนนิ่ง ดวงตาคู่คมที่มักจะแฝงแววอ่อนโยนและคอยมองตามเธออย่างเงียบๆ เสมอนั้น บัดนี้กลับแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอยจากความเหนื่อยล้าสะสมสามวันสามคืน และมันถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่เย็นเยียบจนน่ากลัว ริมฝีปากหยักได้รูปที่เคยเอ่ยบ่นเธอเบาๆ เวลากินเลอะ ขบแน่นจนเป็นเส้นตรง “ไม่ได้ตั้งใจแล้วมันหายไหม!” เขาขึ้นเสียงอีกครั้ง ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อปฏิเสธสัมผัสจากเธออย่างไม่ไยดี “เธอรู้ไหมว่านี่มันคืออะไร? นี่มันคือผลงานที่ทีมฉันต้องส่งพรีเซนต์รอบคัดเลือกพรุ่งนี้เช้า! ไม่ใช่ของเล่นขายของในจินตนาการเพ้อเจ้อของเธอ!” คำพูดนั้นแทงทะลุขั้วหัวใจของคนฟังจนเจ็บแปลบ “ขิง... ขิงแค่อยากเอาเครื่องรางมาให้ ขิงกลัวว่าจะมีคนมาทำลายงานของพี่...” น้ำขิงพยายามอธิบาย น้ำตาหยดแรกไหลอาบแก้มใสลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ “มีคนส่งข้อความมาเตือนขิง...” “พอทีน้ำขิง!” พี่เหนือตัดบทเสียงเข้ม กราดมองซากชิ้นส่วนที่แตกหักอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนชิงชัง “เลิกเอาเรื่องไร้สาระพวกนั้นมาอ้างสักที โตจนเข้ามหา’ลัยแล้ว ยังแยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องเล่นไม่ได้อีกเหรอ? แม่มดบ้าบออะไรของเธอ มีแต่เด็กปัญญาอ่อนเท่านั้นแหละที่เชื่อ!” ร่างเล็กสะดุ้านเฮือกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ น้ำตาที่เคยกลั้นไว้พรั่งพรูออกมาเป็นสายจนมองไม่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้าอีกต่อไป “พี่... พี่คิดว่าขิงปัญญาอ่อนเหรอคะ...” “แล้วสิ่งที่เธอทำอยู่มันเรียกว่าอะไร!” ชายหนุ่มระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด ความตึงเครียดจากงาน ความอดนอน และความระแวงที่สะสมมาหลายวันประดังประเดเข้ามาจนสติขาดผึง “วันๆ ไม่เคยช่วยอะไรได้ มีแต่สร้างเรื่องวุ่นวาย สร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน! ถ้าการที่เธอโผล่มาใกล้ๆ ฉันแล้วมันทำให้งานพังแบบนี้... คราวหลังก็ไสหัวไปให้พ้นๆ อย่าสะเออะมายุ่งกับชีวิตฉันอีก!” ห้องแล็บทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชวนหวาดหวั่น มีเพียงเสียงสะอื้นฮักที่หลุดรอดออกมาจากลำคอของน้ำขิงเท่านั้น เด็กสาวก้มหน้าลงจนคางชิดอก สองมือกำกระโปรงพลีตสีดำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความอบอุ่นที่เขาเคยคอยแอบเอาร่มมาวางไว้ให้ในวันที่ฝนตก นมกล้วยที่มักจะวางอยู่บนโต๊ะเรียนบริหารฯ โดยไม่บอกชื่อคนให้ หรือแม้กระทั่งสายตาที่คอยมองดูเธอข้ามถนนอย่างเป็นห่วงเป็นใย... ทุกอย่างมันแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปด้วยประโยคเพียงไม่กี่ประโยคของเขา เธอเข้าใจแล้ว... สำหรับเขา เธอเป็นแค่ ‘ภาระ’ และ ‘ตัวปัญหา’ มาโดยตลอด “มึงพูดแรงเกินไปแล้วนะไอ้เหนือ!” เสียงทุ้มเข้มอีกเสียงดังแทรกขึ้นจากหน้าประตูแล็บ ก่อนที่ร่างสูงโปร่งของ ‘วิน’ จะก้าวพรวดเข้ามาในห้อง แววตาของเพื่อนสนิทสมัยเด็กฉายประกายกร้าวด้วยความโกรธจัด วินตรงเข้ามาดึงตัวน้ำขิงให้ถอยไปอยู่ข้างหลังตนทันที พร้อมกับจ้องหน้าพี่เหนืออย่างไม่ยอมลดละ พี่เหนือชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นทันควันเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนก้าวเข้ามา ความหึงหวงที่ซ่อนลึกอยู่ใต้ความเย็นชาปะทุขึ้นมาเงียบๆ แต่ทิฐิและอีโก้ที่ค้ำคอกลับสั่งให้เขาเชิดหน้าขึ้น “เรื่องในภาควิชาฉัน คนนอกอย่างมึงอย่าแส่” พี่เหนือเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก “คนนอกงั้นเหรอ?” วินเค่นยิ้มเยาะ “ถ้ากูไม่ตามขิงมา กูคงไม่รู้ว่ามึงจะใจร้ายกับคนที่หวังดีกับมึงได้ขนาดนี้ ขิงไม่ได้ตั้งใจ มึงตาบอดหรือไงถึงดูไม่ออกว่าเขารักและเป็นห่วงมึงแค่ไหน!” คำว่า ‘รัก’ จากปากของวิน กลับยิ่งเหมือนเอาน้ำมันมาราดรดลงบนกองไฟในใจของพี่เหนือ ชายหนุ่มกำหมัดแน่นข้างลำตัวจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน “ถ้ามึงเป็นห่วงเขานัก... ก็พากลับไปสิ” พี่เหนือเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ทุกคำเสียดแทงลึกลงไปในความรู้สึก “พาไปให้พ้นหูพ้นตาฉัน อย่าปล่อยให้มาทำตัวเกะกะแถวนี้อีก รำคาญ!” “พี่เหนือ...” น้ำขิงกระซิบเรียกชื่อเขาผ่านม่านน้ำตา เสียงของเธอเบาหวิวราวกับขนนกที่ร่วงหล่น ไม่มีแววลังเลในดวงตาของชายหนุ่มร่างสูงอีกต่อไป เขาหันหลังกลับ เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานที่มีซากชิ้นส่วนพังยับเยิน โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธออีกเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว วินสบถหยาบคายออกมาเบาๆ ก่อนจะหันมาประคองไหล่ที่สั่นเทิ้มของน้ำขิง “ไปเถอะขิง กลับกับเรา อย่าไปสนใจคนพรรค์นี้เลย” น้ำขิงไม่ได้ตอบอะไร เธอไม่แม้แต่จะก้มลงเก็บตุ๊กตาแม่มดถักไหมพรมตัวนั้นด้วยซ้ำ เด็กสาวปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอย่างควบคุมไม่ได้ กัดริมฝีปากแน่นจนได้รสฝาดของเลือด ก่อนจะหมุนตัวแล้ววิ่งเตลิดออกจากห้องแล็บไปอย่างรวดเร็ว วินรีบวิ่งตามเธอออกไปติดๆ เสียงฝีเท้าของทั้งสองค่อยๆ ไกลออกไป... จนกระทั่งความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องแล็บอีกครั้ง เมื่อไร้เงาของคนทั้งคู่... ไหล่กว้างที่เคยเหยียดตรงของพี่เหนือก็ทรุดฮวบลง ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง สองมือยกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ลมหายใจขาดห้วงและสั่นสะท้าน เขามองฝ่ามือตัวเองที่กำลังสั่นไม่หยุด ภาพดวงตากลมโตที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของน้ำขิงยังคงฉายชัดอยู่ในมโนสำนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘ไสหัวไปให้พ้นๆ อย่าสะเออะมายุ่งกับชีวิตฉันอีก...’ ‘คนพรรค์นี้เลยเหรอวะ... มึงพูดบ้าอะไรออกไปไอ้เหนือ!’ ชายหนุ่มก่นด่าตัวเองในใจอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกผิดชอบกลแล่นเข้ามาบีบรัดหัวใจจนแทบแตกสลาย เขาไม่ได้อยากพูดคำเหล่านั้นเลยสักนิด เขาแค่เหนื่อย เขาแค่กลัวส่งงานไม่ทัน และเขาก็แค่ทนเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยที่วินมีต่อน้ำขิงไม่ได้... แต่ทิฐิบ้าๆ กลับทำให้เขาทำลายความรู้สึกของเด็กสาวที่เขารักและแอบดูแลมาตลอดลงด้วยมือของตัวเอง สายตาคมเหลือบไปเห็น ‘ตุ๊กตาแม่มดถักไหมพรม’ ที่ตกอยู่บนพื้น พี่เหนือค่อยๆ คุกเข่าลงกับพื้นปูนเย็นเฉียบ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม สัมผัสของไหมพรมยังคงหลงเหลือกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่เป็นกลิ่นประจำตัวของน้ำขิง หัวใจของเขาบีบรัดแน่นจนปวดร้าว ทว่า ข้างๆ ซากอะคริลิกที่แตกหัก... กลับมีซองกระดาษสีน้ำตาลขนาดย่อมที่เปื้อนคราบฝุ่นตกอยู่ด้วย พี่เหนือขมวดคิ้ว เขาหยิบซองนั้นขึ้นมาเปิดดู ด้านในมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกของน้ำขิงว่า *‘ขิงเอาของนำโชคมาให้ พี่เหนือสู้ๆ นะคะ!’* แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาต้องสะดุดกึก คือกระดาษอีกแผ่นที่แนบมาด้านหลัง... มันคือกระดาษพิมพ์ข้อความข่มขู่ที่น้ำขิงพยายามจะบอกเขา! *[ระวังตัวไว้ให้ดีนะเด็กน้อย... คนที่เธอคิดว่ารู้จักดี อาจจะไม่ใช่คนที่เธอคิดเลยก็ได้]* ดวงตาของพี่เหนือเบิกกว้างขึ้นเมื่อพลิกดูด้านหลังของกระดาษแผ่นนั้น ตราประทับครั่งสีน้ำเงินเข้มรูปฟันเฟืองไขว้... ตราสัญลักษณ์เฉพาะที่มีเพียง ‘ประธานสโมสรนักศึกษาคณะวิศวะ’ เท่านั้นที่ครอบครองได้! ยังไม่ทันที่ความตื่นตระหนกจะจางหาย หน้าจอมือถือของพี่เหนือที่วางอยู่บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากเบอร์ปริศนาที่ส่งรูปถ่ายมาหนึ่งรูป มันคือภาพถ่ายจากกล้องหน้ารถในมุมมืด เผยให้เห็นร่างเล็กของน้ำขิงที่กำลังยืนร้องไห้อยู่ริมถนนหน้าคณะเพียงลำพัง... และมีรถตู้สีดำคันหนึ่งที่ดับไฟหน้า กำลังเคลื่อนตัวเข้าไปจอดเทียบด้านหลังเธออย่างช้าๆ! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมลุ้นและส่งกำลังใจให้ยัยน้องน้ำขิงนะคะ ติดตามบทต่อไปได้ในเร็วๆ นี้ค่ะ!
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%