“ถอยออกไปค่ะ... พี่ไม่ใช่พี่เหนือ”
คำพูดนั้นหลุดออกไปจากปากของฉันด้วยความสั่นเครือ บรรยากาศในห้องสมุดที่เคยเงียบสงบพลันหนักอึ้งราวกับมีเมฆพายุมาเกาะกุม ฉันจ้องมองใบหน้าคมคายของคนที่ยืนประจันหน้าอยู่—โครงหน้าที่คุ้นเคย แววตาที่มักจะเย็นชาคู่นั้น—แต่ในวินาทีนี้ กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
คนตรงหน้าไม่ตอบโต้ทันที เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก มือหนาที่ถือแฟ้มงานโครงการวิศวกรรมชิ้นโตอยู่ค่อยๆ วางลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว เสียงกระทบของมันดัง 'ปึก' จนใจฉันสะดุ้ง
“จินตนาการสูงส่งเหมือนเดิมเลยนะ น้ำขิง” เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้น แฝงไปด้วยความรำคาญที่พยายามเก็บซ่อนไว้ “ถ้าพี่ไม่ใช่คนนี้ แล้วจะให้เป็นใคร? หรือว่าสมองของเด็กปีหนึ่งอย่างเธอ... มันเพี้ยนไปเพราะโดนแดดเผาตอนเดินไปตึกวิศวะกันแน่”
นั่นสินะ... คำพูดจิกกัดแบบนี้สิ ถึงจะเป็นพี่เหนือที่ฉันรู้จัก แต่ทำไมล่ะ? ทำไมในใจลึกๆ ของฉันถึงได้รู้สึกว่ากำแพงที่กั้นระหว่างเรามันดูแปลกไป
“ที่พี่เรียกฉันมาที่นี่ ไม่ได้จะมานั่งเถียงเรื่องตัวตนของพี่ใช่ไหมคะ?” ฉันพยายามรวบรวมสติ ปรับน้ำเสียงให้ดูมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ใจจะยังเต้นรัวเหมือนกลองชุด
“แน่นอน” เขาหยิบเอกสารหนาปึกยื่นมาตรงหน้า “โปรเจกต์ ‘Smart Campus’ ของคณะวิศวะฯ ที่ต้องไปโคกับคณะบริหารฯ อาจารย์หัวหน้าภาควิชาเลือกชื่อเธอมาเป็นคนทำรายงานงบประมาณ แล้วฉัน... ก็เป็นคนดูแลโปรเจกต์นี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
ฉันมองแผ่นกระดาษในมือด้วยความรู้สึกเหมือนโลกจะแตก การต้องทำงานใกล้ชิดกับพี่เหนือที่กำลังทำตัวเย็นชาใส่แบบนี้เนี่ยนะ? แค่คิดก็อยากจะมุดโต๊ะห้องสมุดหนีไปให้พ้นๆ แล้ว!
“ทำไมต้องเป็นฉันคะ? คนอื่นที่เก่งกว่านี้มีตั้งเยอะแยะ”
“เพราะเธอ ‘เด๋อ’ สุดในสายตาอาจารย์ไง” เขาเว้นจังหวะ แล้วขยับตัวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ผสมกับกลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องจากเสื้อช็อปของเขา “ถ้าเธอทำพัง ฉันจะได้ดุเธอได้ถนัดๆ โดยไม่ต้องเกรงใจใคร... เอาล่ะ เริ่มเปิดดูรายละเอียดซะ อย่าให้เสียเวลา”
ฉันกัดริมฝีปากแน่น พยายามเมินเฉยต่อสายตาที่เขามองมา จังหวะที่ฉันหยิบแฟ้มงานนั้นขึ้นมา นิ้วของเราสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที... ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากปลายนิ้วเขามันทำให้ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก
ตลอดหลายชั่วโมงที่นั่งทำงานอยู่มุมหนึ่งของห้องสมุด เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงพลิกกระดาษคือบทสนทนาเดียวระหว่างเรา พี่เหนือนั่งจ้องหน้าจอแท็บเล็ตของเขาด้วยความเคร่งเครียด ส่วนฉันก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาคำนวณตัวเลขงบประมาณจนตาลาย
“ตรงนี้... ยอดรวมมันไม่ลงตัวนะขิง”
เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้า ฉันจึงรีบชะโงกหน้าเข้าไปดู “เอ๊ะ? จริงด้วยค่ะ สงสัยฉันจะคำนวณภาษีผิดไปบรรทัดหนึ่ง ขอโทษนะคะ เดี๋ยวแก้ให้ค่ะ”
ขณะที่ฉันกำลังลนลานหยิบยางลบ นิ้วเรียวของพี่เหนือก็เอื้อมมาแตะที่หน้ากระดาษตรงจุดนั้น เขาไม่ได้จับมือฉัน แต่การที่เขานั่งพิงหลังมาทางฝั่งฉัน จนไหล่ของเราเบียดกันอยู่นั้น ทำให้ฉันหายใจไม่ทั่วท้อง
“ทำไมถึงเลือกเรียนบริหารล่ะ?” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น น้ำเสียงดูอ่อนลงกว่าตอนแรก
“เอ่อ... เพราะอยากช่วยงานที่บ้านค่ะ แล้วก็อยากเรียนรู้การจัดการอะไรหลายๆ อย่าง พี่ล่ะคะ? ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะฯ ทั้งที่พี่ดูเป็นคน... ใจดีกว่าที่แสดงออก?” ฉันกลั้นใจถามออกไป
เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องสมุดที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มของยามเย็น “เพราะฉันมีบางอย่างที่ต้องพิสูจน์... บางอย่างที่ฉันทำพังไปเมื่ออดีต และฉันต้องแก้ไขมันให้ได้”
บรรยากาศรอบตัวเขาดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด ก่อนที่เขาจะหันกลับมาทำหน้ากวนประสาทเหมือนเดิม “แล้วก็... เพราะฉันชอบรื้อของน่ะ โดยเฉพาะของที่มันซับซ้อน... อย่างเช่น ยัยเด็กซื่อบื้อที่ชอบเดินสะดุดบันไดแบบเธอนี่ไง”
“นี่! พี่เหนือ!” ฉันหน้าแดงก่ำ หันไปถลึงตาใส่
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเริ่มจะผ่อนคลาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในห้องสมุดที่เงียบสงัด วินเดินตรงเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก ในมือเขาถือแก้วชาเย็นมาสองแก้ว
“ทำโปรเจกต์กันเครียดเลยนะ เหนื่อยไหมขิง?” วินเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะวางแก้วชาเย็นลงตรงหน้าฉัน แล้วปรายตามองพี่เหนือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
“นายมาทำไม?” พี่เหนือถามเสียงเย็นจัดจนฉันรู้สึกถึงรังสีอำมหิต
“ก็แค่เอาของว่างมาให้เพื่อน” วินยักไหล่ ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้หูฉันแล้วกระซิบ “ระวังตัวไว้หน่อยนะขิง คนที่ดูเย็นชาเกินไป... บางทีเขาก็มี ‘ความลับ’ ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากนั่นเยอะกว่าที่เธอคิด”
หัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันใดนั้นพี่เหนือก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นแล้วดึงให้ลุกขึ้นตามแรง จนแก้วชาเย็นที่วินเอามาให้ร่วงลงพื้นเสียงดังเพล้ง! น้ำสีส้มสาดกระจายไปทั่วทางเดิน
“ไม่ต้องรับของจากมัน” พี่เหนือพูดด้วยเสียงที่ต่ำจนน่ากลัว เขาจ้องวินเขม็งก่อนจะหันมามองฉันด้วยแววตาที่ฉันอ่านไม่ออก “น้ำขิง... กลับกับฉัน เดี๋ยวนี้ อย่าได้อยู่กับมันสองต่อสองอีก!”
ฉันยืนงงทำอะไรไม่ถูก มองหน้าวินที่ยังคงยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย สลับกับพี่เหนือที่กำข้อมือฉันไว้แน่นราวกับกลัวว่าฉันจะหายไปไหน ทว่าในจังหวะที่พี่เหนือหมุนตัวเตรียมจะลากฉันออกจากห้องสมุด สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ร่วงออกมาจากกระเป๋าสตางค์ของเขาที่ตกอยู่บนพื้น
มันเป็นภาพถ่ายใบเก่า... ภาพของเด็กผู้ชายสองคนที่มีหน้าตาเหมือนพี่เหนือไม่มีผิดเพี้ยน แต่คนหนึ่งในภาพนั้นกลับมีรอยแผลเป็นที่ข้อมือข้างเดียวกับที่พี่เหนือชอบใส่สายรัดข้อมือปกปิดไว้ตลอดเวลา!
และชื่อที่เขียนหลังภาพนั้น... มันไม่ใช่ชื่อ 'เหนือ' อย่างที่ทุกคนเรียกกันมาตลอด
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังคงติดตามความรักแสนวุ่นวายของยัยน้ำขิงกับพี่วิศวะขี้เก๊กคนนี้มาจนถึงตอนนี้นะคะ ชาพีชหวานน้อยรักทุกคนค่ะ!
วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ•ตอนที่ 24
อุปสรรคบทแรก: งานโปรเจกต์ใหญ่
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!