“นายถอยไปห่างๆ เลยนะวิน เราบอกว่าเรามีนัดแล้วไง!”
เสียงของฉันดังขึ้นท่ามกลางโถงทางเดินหน้าตึกคณะที่เริ่มเงียบเหงาลงในช่วงเย็น วินยังคงยืนขวางทางไว้ด้วยท่าทีสบายๆ แววตาคมกริบของเขาวูบไหวราวกับกำลังพยายามอ่านใจฉันให้ทะลุปรุโปร่ง มือหนาของเขาสอดเข้าในกระเป๋ากางเกงพลางยกยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์
“นัดกับใคร? ไอ้พี่วิศวะคนนั้นน่ะเหรอ? ขิง... ผมรู้จักคุณมาตั้งแต่จำความได้นะ คุณไม่เคยชอบคนประเภทที่ชอบสั่งหรือทำตัวเข้าถึงยากแบบนั้นหรอก”
“นั่นมันเรื่องในอดีต!” ฉันสวนกลับทันควัน รู้สึกถึงไอความร้อนที่พุ่งขึ้นมาบนใบหน้าจนต้องเม้มปากแน่น “เดี๋ยวนี้ขิงไม่ได้เป็นเด็กขี้แงที่คอยให้ใครมาคอยกำหนดชีวิตแล้ว โดยเฉพาะกับนาย... วิน เลิกทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเราสักทีเถอะ”
วินไม่ได้โกรธ เขากลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก้าวเข้ามาใกล้จนฉันต้องขยับถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงปูนเย็นเยียบ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นแบบที่ใครเขาฝันกัน แต่มันคือความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“จัดการกับ ‘เพื่อนสนิท’ ของคุณ... อย่างนั้นเหรอ?” เขาพึมพำทวนประโยคที่พี่เหนือเคยพูดทิ้งท้ายไว้เมื่อวาน แววตาของวินเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นทันตา “ดูท่าทางเขาจะเอาจริงนะ ขิง คุณแน่ใจเหรอว่าจะยอมเอาตัวเข้าไปพัวพันกับคนแบบนั้น คนที่มองคนอื่นเหมือนเบี้ยบนกระดานน่ะ”
“พี่เหนือไม่ใช่แบบนั้น!”
ฉันตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง ความเงียบโรยตัวลงฉับพลันเหลือเพียงเสียงหัวใจของฉันที่เต้นรัวราวกับกลองศึก
“งั้นเหรอ...” วินแค่นยิ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกวิงเวียนไปหมด ฉันยืนหอบหายใจอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ มือสั่นเทาหยิบกระเป๋าเป้ใบเก่งขึ้นมาสะพาย พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อรีบเดินไปให้พ้นจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้
ระหว่างทางเดินกลับหอพัก อาการปวดหัวที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงบ่ายจากการอดนอนอ่านหนังสือสอบเริ่มรุมเร้าจนขมับตุบๆ ฉันขมวดคิ้วแน่น มือควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเป้ แต่ปลายนิ้วกลับไปสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ดูผิดที่ผิดทาง
มันไม่ใช่ปากกา ไม่ใช่สมุดโน้ต แต่มันคือ... แผงยา?
ฉันหยุดเดินกะทันหันก่อนจะวางกระเป๋าลงบนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนคณะ ล้วงมือเข้าไปหยิบของชิ้นนั้นออกมา หัวใจของฉันกระตุกวูบ
มันเป็นแผงยาแก้ปวดชนิดรุนแรงที่ฉันมักจะกินประจำเวลาไมเกรนขึ้น แต่มันไม่ได้มีแค่ยา... ใต้แผงยานั้นมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ สีเหลืองแปะอยู่ ลายมือตวัดฉวัดเฉวียนที่ดูคุ้นตาเป็นอย่างดีเขียนไว้สั้นๆ
*‘กินซะ อย่าดื้อ ถ้าผมเห็นคุณหน้ามืดเป็นลมคาสนามบาสอีก... ครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้เดินกลับเองแน่’*
ลมหายใจของฉันสะดุดกึก ภาพใบหน้าเฉยเมยของพี่เหนือในชุดช็อปวิศวะตอนที่เขาทำทีเป็นเดินผ่านฉันที่สนามบาสเมื่อวันก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัว ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ แค่ปรายตามองเหมือนคนไม่รู้จัก แต่แท้จริงแล้ว... เขาแอบใส่ยามาให้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ในตอนที่ฉันวางกระเป๋าไว้บนแสตนด์เชียร์น่ะเหรอ?
“คนบ้า...” ฉันพึมพำพลางใช้นิ้วลูบกระดาษโน้ตเบาๆ ความปวดหัวที่รุมเร้าเมื่อครู่ดูเหมือนจะบรรเทาลงอย่างน่าประหลาด ไม่ใช่เพราะยาที่ยังไม่ได้กิน แต่เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นที่ซ่านไปทั่วหัวใจ
“รู้ตัวแล้วเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวจนกระเป๋าเกือบหลุดมือ ฉันหันกลับไปพบกับพี่เหนือที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำเรียบๆ ที่ขับให้ผิวเข้มดูสะอาดตา สายตานิ่งสนิทคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันราวกับจะทะลวงเข้าไปถึงความรู้สึกข้างใน
“พี่เหนือ!” ฉันร้องเรียกอย่างตกใจ มือรีบกำยาแผงนั้นไว้แน่น “พี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วนี่... นี่มันอะไรกันคะ? ทำไมต้องแอบเอามาใส่ไว้ด้วย?”
พี่เหนือไม่ตอบทันที เขาก้าวเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ ทีละก้าว ความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนฉันเผลอกลั้นหายใจ เขาหยุดยืนตรงหน้าฉันในระยะที่ใกล้เสียจนรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเขาได้ชัดเจน ก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือฉันเบาๆ แล้วดึงกระดาษโน้ตในมือฉันไปอ่าน
“ก็เห็นว่าดูซุ่มซ่ามจนไม่ดูแลตัวเอง” เขาตอบน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาที่มองมากลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่อย่างมิดชิด “คนอย่างคุณ ถ้าไม่ยัดใส่มือไว้ เดี๋ยวก็คงปล่อยให้มันระเบิดคาสมองจนเป็นลมล้มพับไปจริงๆ”
“ขิงไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะคะ!” ฉันเถียง แต่เสียงกลับเบาหวิว
“งั้นเหรอ?” พี่เหนือโน้มใบหน้าลงมาจนระดับสายตาเราเท่ากัน “แล้วที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงนี้... เพราะอะไรล่ะ? เพราะวินมันเพิ่งมาพูดอะไรให้คุณฟังหรือเปล่า?”
คำพูดของเขาทำให้ฉันชะงัก สายตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที พี่เหนือรู้? เขาเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้งั้นเหรอ?
“พี่... พี่เห็น?”
“เห็นสิ เห็นทุกอย่าง” เขากระซิบชิดริมหูฉัน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความหวงแหนที่ทำให้ลมหายใจฉันติดขัด “และผมก็บอกคุณไปแล้ว ว่าผมจะจัดการกับเพื่อนสนิทของคุณยังไง...”
เขาเว้นจังหวะไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะก้มลงมากระซิบประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน
“เพราะตอนนี้... ต่อให้คุณอยากหนี ผมก็คงไม่ปล่อยให้คุณไปเป็นของใคร... นอกจากผม”
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ประมวลผลคำพูดที่แฝงไปด้วยนัยยะอันตรายนั้น จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับร่างของวินที่ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของวินเบิกกว้างเมื่อเห็นเราสองคนยืนอยู่ใกล้กันในท่าทีที่คลุมเครือ
“ขิง! ถอยออกมาจากเขาเดี๋ยวนี้!” วินตะโกนก้อง มือของเขาเอื้อมหมายจะคว้าแขนฉัน แต่มือหนาของพี่เหนือกลับไวกว่า เขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของฉันแล้วดึงไปหลบด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดวงตาสีเข้มที่จ้องเขม็งไปยังคู่แข่งด้วยแววตาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมสวนคณะอีกครั้ง พี่เหนือยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากข้อมือฉัน... และวิน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยกลับไปเช่นกัน
ชาพีชหวานน้อยขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 12 นะคะ รักนะคะ!
วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ•ตอนที่ 12
ความลับในกระเป๋าเป้
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับยัยแม่มดฝึกหัดป่วนหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!