เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—หนักแน่นและเยือกเย็น ทว่าสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของคิรากร
ในเซฟเฮาส์หลังเก่าที่ถูกรายล้อมด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดไฟเปลือยบนเพดานที่สาดส่องลงมายังร่างสูงใหญ่ของมือสังหารหนุ่ม เขายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูเหล็กกล้า แววตาสีเข้มคมกริบฉายแววระแวดระวังและสับสนระคนกัน ประโยคที่ดังลอดเข้ามาจากอีกฟากของบานประตูยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“เปิดประตูหน่อยสิ... น้องชาย... หรือไม่อยากรู้ความจริงเรื่อง 'ผู้หญิงคนนั้น' ที่นายตามหามาตลอดสิบปีแล้วล่ะ?”*
เสียงของมาวิน... ศัตรูตัวฉกาจผู้กุมชะตากรรมและอดีตอันแหลกสลายของเขาไว้ในมือ
คิรากรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน มือหนาที่กำด้ามปืนพกคู่ใจแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เผลอบีบเกร็งโดยไม่รู้ตัว ความแค้นสิบปีที่ฝังรากลึกในอกกำลังปะทะเข้ากับสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้เขาทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่ทว่า... ทันทีที่เขานึกถึงร่างบางที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงในห้องนอนด้านใน ความลังเลสายหนึ่งก็พาดผ่านเข้ามาในใจ—*รินรดา*
เธอไม่ใช่แค่ตัวประกันตามคำสั่งของมาวินอีกต่อไปแล้วในความรู้สึกของเขา
คิรากรหันกลับไปมองความมืดของโถงทางเดิน แสงไฟสลัวทาบทับโครงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ เขาเริ่มตั้งคำถามกับหน้าที่ของตนเอง... หน้าที่ของมือสังหารผู้ไร้หัวใจ ที่ตอนนี้กลับมีหัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งทุกครั้งที่สัมผัสเรือนร่างนุ่มนวลของจิตแพทย์สาว เขาถูกจ้างให้มาเพื่อจับตัวเธอมาเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่ทำไม... ยิ่งใกล้ชิด เขากลับยิ่งอยากปกป้องเธอจากโลกโสมمนี้ มากกว่าจะส่งเธอกลับไปสู่อุ้งมือมารของมาวิน
ประตูเหล็กถูกผลักเปิดออกช้าๆ โดยฝั่งของมาวินเอง ผู้มาเยือนก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะหยันบนริมฝีปากหนา แววตาของมาวินเต็มไปด้วยความเหนือกว่าและคราบเลือดจางๆ ที่มุมปาก
"ไง... น้องชาย ไม่คิดเลยสินะว่าเราจะได้เจอกันในสภาพนี้" มาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน กวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยไอสังหารของคิรากร "นายดูเปลี่ยนไปนะ กร... ตั้งแต่มีหมอสาวคนนั้นมาอยู่ร่วมชายคาด้วย ดูเหมือนคมเขี้ยวของหมาป่าตัวนี้จะทื่อลงไปเยอะเลยนี่"
"หุบปากแล้วพูดธุระของแกมา มาวิน" คิรากรกดเสียงต่ำลอดไรฟัน ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวมาวินในระยะอันตราย ระยะห่างเพียงคืบทำให้กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านระหว่างพวกเขาทั้งสอง
มาวินหัวเราะในลำคออย่างไม่สะทกสะท้าน "ใจร้อนจริงนะ... สมแล้วที่เป็นสุนัขรับใช้ที่ไว้ใจไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่สุนัขอย่างแก ดันไม่รู้ความจริงเลยว่า... ผู้หญิงที่แกกำลังปกป้องด้วยชีวิตตอนนี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่"
คำพูดนั้นสะกิดแผลเก่าในใจของคิรากร ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาพุ่งไปกระชากคอเสื้อของมาวินอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถลาไปกระแทกกับผนังห้อง เสียงกระแทกดังสนั่นพร้อมกับคมกระบอกปืนที่จ่อเข้าที่ขมับของมาวินทันที
"แกหมายความว่ายังไง พูดออกมาให้หมด!" คิรากรคำรามเสียงกร้าว แววตาดุดันราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้นๆ
"อยากรู้เหรอ..." มาวินยิ้มเยาะแม้ความตายจะจ่ออยู่ตรงหน้า มือหนาปัดกระบอกปืนออกเบาๆ อย่างไม่เกรงกลัว "ถ้าอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับ 'แม่ของแก' และผู้หญิงที่นอนอยู่ในห้องนั้น... เดินเข้าไปหาเธอสิ กร แล้วถามเธอด้วยตัวของนายเอง ว่าคืนนี้... เธอกำลังปิดบังอะไรนายอยู่"
สิ้นเสียงของมาวิน ร่างของมาวินก็ถอยร่นออกไปทางประตูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับไปในความมืดของค่ำคืน ทิ้งให้คิรากรยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง ลลมหายใจหอบกระชั้นและความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนแทบคลั่ง
คิรากรหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าหนักหน่วงก้าวตรงไปยังห้องนอนด้านใน ประตูห้องถูกผลักเปิดออกด้วยความรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
ภายในห้อง... แสงจันทร์สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งกระทบลงบนร่างบางของรินรดาลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ผ้าห่มผืนบางร่วงหล่นลงมาเผยให้เห็นลาดไหล่เนียนนุ่มและผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบที่สะท้อนแสงนวลตา แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเต็มไปด้วยความลึกลับและประกายบางอย่างที่คิรากรไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
เธอกำลังมองเขา... มองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"คุณกร..." เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีที่เย้ายวนและมั่นใจอย่างประหลาด ความเยือกเย็นที่เป็นเกราะ
ป้องกันตัวของเธอก่อนหน้านี้หลอมละลายหายไป เหลือเพียงความปรารถนาอันร้อนแรงที่ฉายชัดอยู่ในแววตา
คิรากรยืนนิ่ง ราวกับถูกสะกดด้วยมนต์ตรา ร่างกายสูงใหญ่ตึงเครียดขึ้นทุกส่วนเมื่อเธอก้าวเข้ามาประชิดตัว กลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวของเธอลอยวนอยู่ปลายจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่เขาพยายามกดขี่ไว้ให้อยู่หมัด
"มาวิน... พูดอะไรกับคุณ?" รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคง มือเรียวบางเอื้อมขึ้นสัมผัสกับแผงอกกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขา นิ้วเรียวไล้ผ่านกระดุมเม็ดบนอย่างเชื่องช้า จงใจยั่วเย้าและท้าทายอำนาจเถื่อนในตัวเขา
คิรากรไม่ตอบคำถาม มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอ ลากเข้ามาชิดแนบกายจนแทบไม่มีช่องว่าง แรงปะทะนั้นทำให้รินรดาอุทานออกมาเบาๆ แต่เธอกลับไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืน ตรงกันข้าม... เธอกลับโน้มลำคอระหงเข้าหาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอิ่ม
"อยากรู้ความจริงงั้นเหรอ... คุณกร" เธอกระซิบชิดริมฝีปากของเขา ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนสั่นสะท้าน "งั้นก็พิสูจน์สิ... ว่าคุณกล้าพอที่จะรับมันหรือเปล่า"
ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่งลงทันที
คิรากรไม่รอช้า มือหนารวบสะโพกมนแล้วยกเธอนั่งลงบนขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ริมหน้าต่าง ร่างบางถูกกักขังไว้ระหว่างแขนแกร่งทั้งสองข้างที่ยันค้ำยันโต๊ะไว้ แววตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตราวกับจะค้นหาคำตอบทั้งหมดจากข้างในนั้น ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจัดจะทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี
รสจูบดุดัน รุกเร้า และเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวผสมผสานกับความโหยหา คิรากรบดขยี้ริมฝีปากอิ่มอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างตะกละตะกลาม รินรดาสั่นสะấuไปทั้งร่าง มือเรียวขยุ้มเส้นผมสีเข้มของเขาไว้แน่นเพื่อระบายความวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเร่าร้อนที่แผดเผาทั้งสองคนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเสียงหอบหายใจดังประสานไปกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัว
สัมผัสอันหยาบโลนแต่เปี่ยมด้วยเสน่หาอันตรายกำลังทำลายสติสัมปชัญญะของทั้งคู่ คิรากรถอนริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้รินรดาได้หอบโกบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตาคมกราบกวาดมองลำคอระหงและผิวเนียนนุ่มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยแรงปรารถนา มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างจงใจยั่วเย้า ลากผ่านเนื้อผ้าจนร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยความเสียวซ่าน
"คุณมันอันตราย... รินรดา" คิรากรกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนเป่ารดต้นคอขาวผ่องจนเธอขนลุกชัน "คุณทำให้ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่า... ผมควรจะฆ่าคุณ หรือควรจะกลืนกินคุณให้แหลกคามือดี"
รินรดายิ้มเยาะอย่างท้าทาย แม้ร่างจะสั่นเทาด้วยพิษสวาทที่เขาเป็นคนจุดชนวน เธอยื่นหน้าเข้าไปกระซิบตอบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและเฉียบคมยิ่งกว่ามีดโกน
"ถ้าอย่างนั้น... ก็ลองดูสิคะ คุณกร... เพราะความลับที่คุณกำลังตามหา อาจจะกำลังนอนรออยู่ใต้ร่างของคุณตอนนี้แล้วก็ได้"
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็ใช้มือเรียวโอบรอบลำคอของเขาแล้วดึงลงมาประทับริมฝีปากร้อนระอุลงบนเรียวปากของเธออีกครั้งอย่างดุเดือดและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและอันตรายถึงขีดสุด
และในวินาทีที่เปลวเพลิงแห่งเสน่หาโหมกระหน่ำจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าประตูดันเซฟเฮาส์ พร้อมกับเสียงปืนที่ถูกปลดเซฟดังชัดเจนเข้ามาในความเงียบ...
...มีบางคนกำลังพังประตูเข้ามา และคนๆ นั้น ไม่ใช่มาวิน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวังวนอันตรายนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดเลือดเย็น•ตอนที่ 11
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดเลือดเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!