เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝหาดทรายยามค่ำคืนดังซ่า เป็นจังหวะเดียวกับที่ความเงียบงันระหว่างเราทั้งคู่เริ่มทำหน้าที่กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่กรันต์สร้างขึ้นมาตลอดหลายเดือน
"คุณเป็นคนแบบนี้เสมอเลยหรือไงคะ"
รสาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน เธอทิ้งตัวลงนั่งบนผืนทรายเย็นเฉียบ ปล่อยให้ชายกระโปรงพริ้วไหวไปตามแรงลมทะเล ดวงตากลมโตภายใต้แสงจันทร์นวลผ่องช้อนมองสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลที่ยืนกอดอกนิ่งเป็นรูปปั้นหิน
กรันต์ถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังเหนื่อยหน่ายกับความช่างซักช่างถามของมัณฑนากรสาวปากเก่ง ก่อนที่เขาจะยอมทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
"แบบไหนที่เธอว่า" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดริมฝีปากหยักลึก ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้เงาสลัวยังคงความนิ่งสนิทตามแบบฉบับผู้ชายซึนเดะที่เธอหมั่นไส้อยู่ทุกวี่ทุกวัน
"ก็แบบที่ชอบทำเป็นเก๊กขรึม ทำตัวเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก ทั้งที่ความจริงข้างใน... เปราะบางยิ่งกว่ากระจกกันกระสุนที่ตัวเองออกแบบเสียอีก" รสาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเส้นขอบฟ้ามืดมิดที่บรรจบกับผืนน้ำ "ฉันทำงานร่วมกับคุณมานานพอจะรู้หรอกนะคะว่า เวลาที่คุณเงียบและขมวดคิ้ว นั่นแปลว่าคุณกำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวอีกแล้ว"
กรันต์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกราบกวาดมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นแต่กลับแฝงความใส่ใจไว้อย่างแนบเนียน เขาเบือนหน้าหนีไปมองคลื่นลมเบื้องหน้าแทน ชั่วขณะหนึ่ง... รสาเกือบจะคิดว่าเขาจะลุกหนีและพ่นคำพูดขวานผ่าซากใส่เธอเหมือนทุกที
"เธอไม่รู้อะไรเลย รสา" เสียงของกรันต์แผ่วเบาลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงคลื่น
"ถ้าไม่พูดแล้วฉันจะรู้ไหมล่ะคะ? หรือคิดว่าการเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวแล้วทำหน้ายักษ์ใส่ชาวบ้านมันเท่มากนัก?" รสาลอยหน้าลอยตาท้าทายตามนิสัย แต่ลึกๆ ในแววตากลับอ่อนแสงลง เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นไอทะเลลอยเข้าจมูก
กรันต์หันขวับมามองเธอ ดวงตาสองคู่ประสานกันในความมืด ความเงียบงันรอบกายทำให้เสียงหัวใจเต้นโครมครามดังชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงคลื่นซัดฝั่ง
"พ่อฉัน... ไม่เคยชอบงานสถาปัตยกรรมที่ฉันทำ"
คำสารภาพหลุดออกมาจากปากผู้ชายที่รักความสมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่ง รสาเบิกตากว้างเล็กน้อย เธอไม่เคยคาดคิดว่าคนอย่างกรันต์จะมีมุมที่ถูกเงาในอดีตทับถมไว้ลึกซึ้งขนาดนี้
"ท่านมองว่างานออกแบบของฉันมันไร้สาระ เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของเด็กไม่รู้จักโต" กรันต์แค่นยิ้มหยันตัวเอง แววตาไหววับด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้มาเนิ่นนาน "ทุกรางวัลที่ฉันได้ ทุกโปรเจกต์ใหญ่ที่ฉันคว้ามาได้... มันไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของคนที่ฉันอยากให้ยอมรับมากที่สุด"
รสาเม้มปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ความปากเก่งที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นผู้ชายที่เคยต่อปากต่อคำกับเธออย่างไม่ยอมใคร กำลังนั่งกอดเข่าและเปิดเปลือยแผลเป็นในใจให้เธอเห็นเป็นคนแรก
มือบางตัดสินใจเอื้อมไปสัมผัสหลังมือหนาที่กำแน่นบนผืนทราย ความอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของเธอทำให้นิ้วแกร่งสะดุ้งเล็กน้อย กรันต์หันมามองมือเธอก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบตากับเธอตรงๆ
"แต่ผลงานของคุณมันช่วยชีวิตฉันไว้นะคะ" รสาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เธอเคยใช้มาในชีวิต ดวงตาเป็นประกายจริงจัง "ตึกทุกหลังที่คุณสร้าง บ้านทุกหลังที่คุณออกแบบ... มันเต็มไปด้วยความใส่ใจและความปลอดภัยสำหรับคนที่อยู่อาศัย คุณไม่ได้สร้างแค่ตึกค่ะ กรันต์... คุณกำลังสร้างความสุขให้คนอื่นอยู่ต่างหาก"
กรันต์มองรสาเนิ่นนาน ราวกับกำลังพยายามค้นหาความจริงใจในแววตานั้น และเขาก็พบมัน... ความจริงใจที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ จากผู้หญิงที่เขาเถียงด้วยทีไรเป็นต้องพ่ายแพ้ทุกที
มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งเจือปน มีเพียงความโล่งใจและอ่อนโยนอย่างที่รสาไม่เคยเห็นมาก่อน
"ปากเก่งแบบนี้... ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" เสียงทุ้มเอמהกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้รสาเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้ม
รสาหัวใจเต้นรัวแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก สติสตางค์ที่เคยมีกระเจิงไปหมด เธออยากจะอ้าปากเถียงกลับตามฟอร์มเดิม แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งเมื่อระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว
ดวงตาคมกราบของกรันต์ทอดมองริมฝีปากเธอก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตา ประกายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคลั่งรักที่ถูกกักเก็บไว้มานานจนระเบิดออกมาในค่ำคืนใต้แสงดาวนี้
"ถ้าฉันจะจูบคุณ... ตอนนี้... จะโดนด่าไหม"
คำถามกระซิบชิดริมฝีปาก ทำเอารสาสติหลุดลอย เธอนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นกระหน่ำยิ่งกว่ากลองชุด และก่อนที่เธอจะได้ทันตอบรับหรือปฏิเสธ ปลายจมูกโด่งเป็นสันก็โน้มลงมาแตะเบาๆ ที่พวงแก้มของเธออย่างถือวิสาสะ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะทาบทับลงมาสนิท เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاยโหนก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกพังไม่เป็นท่า
"เฮ้ย! สถาปนิกกรันต์! มัณฑนากรสา! มาสวีตอะไรกันตรงนี้วะเนี่ย งานการไม่ทำหรือไง สั่งเครื่องดื่มไว้เพียบเลยโว้ย!"
เสียงของเตชินท์เพื่อนสนิทตัวแสบดังทะลุความมืดเข้ามา พร้อมกับร่างสูงที่เดินถือแก้วเครื่องดื่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ อย่างไม่รู้กาลเทศะ
กรันต์ผละออกห่างจากรสาด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ใบหน้าหล่อเหลากลับมาตึงเครียดบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาดุจเหยี่ยวตวัดมองเพื่อนสนิทด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
ส่วนรสาหน้าแดงแจ๋ รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนปัดเศษทรายตามเนื้อตัวแก้เก้อ หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะด้วยความเสียดายและตื่นตระหนกปะปนกัน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้กับเอมเมอรัลด์อายส์นะคะ
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ•ตอนที่ 17
ค่ำคืนใต้แสงดาว
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!