“ถ้าคุณคิดจะเอาตู้ยาบิ้วท์อินทรงโมเดิร์นลอฟท์มาแปะไว้บนผนังปูนเปลือยขัดมันที่ฉันอุตส่าห์ดราฟต์ลายเส้นด้วยมือติดต่อกันสามคืน... ฉันจะถือว่าคุณดูถูกวิชาชีพมัณฑนากรของฉันอย่างแจ้งชัดเลยนะคะ คุณกรันต์”
เสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันระดับสิบพุ่งทะลุเสียงคำรามของสายฝนภายนอกอาคารที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี รสาตวัดสายตาคมกริบมองร่างสูงสง่าของสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลที่ยืนกอดอกพิงเสาปูนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เธอมองว่ากวนประสาทที่สุดในสามโลก
กรันต์ไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขาค่อยๆ ปลดเนคไทสีเข้มออกแล้วหย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบสีนิลมองสำรวจผลงานการเถียงแบบเอาเป็นเอาตายของหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ผมไม่ได้ดูถูกรสนิยมคุณ รสา แต่ผมแค่กำลังแก้ไขความหายนะที่คุณกำลังจะสร้างให้โปรเจกต์นี้ต่างหาก”
“หายนะเหรอ? นี่คุณเรียกว่างานศิลปะที่กลั่นกรองมาจากจิตวิญญาณของคนทำงานจริง ๆ ว่าหายนะงั้นเหรอคะ!” รสาพุ่งตัวเข้าไปประชิดร่างสูงโดยไม่เกรงกลัวส่วนต่างของความสูงนับคืบ นิ้วเรียวชี้ไปยังแบบแปลนสามมิติบนโต๊ะทำงานชั่วคราว “คุณมันพวกฮาร์ดคอร์หัวโบราณที่ยึดติดแต่แปลนแข็งกระด้าง มองโลกเป็นแค่เส้นตรงกับมุมฉาก ชีวิตจริงมันต้องการความพลิ้วไหว ความนุ่มนวลบ้าง รู้จักไหมคะคำว่า ‘เซนส์แห่งความสุนทรีย์’ น่ะ”
“และโลกความเป็นจริงก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในพินเทอเรสต์ที่คุณชอบไถตอนตีสองหรอกนะ” กรันต์ก้าวสวนเข้าประชิดตัวเธอหนึ่งก้าว บีบพื้นที่ระยะห่างระหว่างกันให้แคบลงจนรสาต้องเงยหน้าขึ้นมอง ปลายจมูกโด่งรั้นของเธอแทบจะชนกับแผงอกกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ชื้นเหงื่อและละอองฝนเล็กน้อย “โครงสร้างรับน้ำหนักตรงนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของตู้ไม้สักทึบที่คุณอยากได้ ถ้ามันถล่มลงมาทับหัวคนใช้งานจริง ๆ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ... คุณ หรือผม?”
คำพูดเรียบๆ แต่เฉียบคมบาดลึกนั้นทำให้รสาชะงักไปชั่วขณะ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้เกินไป มากเสียจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นจากร่างสูง แววตาดุดันของกรันต์ในยามนี้ไม่ได้มีประกายความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและ... อะไรบางอย่างที่เธอไม่อยากจะยอมรับว่ามันทำให้ใจเธอเต้นผิดจังหวะ
“ฉัน... ฉันแค่คิดว่า...” เสียงของรสาเบาลงไปถนัดตา ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหม่าที่แล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมหัวใจ เธอกะพริบตาปริบๆ พยายามจะถอยหลังหนี แต่เอวบางกลับถูกมือหนาของสถาปนิกหนุ่มคว้าเอาไว้ด้วยความเร็วที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“คิดน้อยไปหน่อย... ทุกที” กรันต์กระซิบเสียงต่ำชิดริมฝีปาก ไอร้อนจากลมหายใจของเขาปะทะเข้ากับแก้มเนียนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เสียงสายฝนที่สาดซัดกระทบโครงสร้างเหล็กและกระจกใสกลายเป็นเพียงฉากหลังเบลอๆ ในขณะที่สายตาของเขากำลังกักขังเธอไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
รสาใจเต้นรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก สมองที่เคยฉับไวในการโต้เถียงกลับว่างเปล่าในชั่วพริบตา กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเขาทำให้เธอลืมหายใจ มือเล็กที่เคยใช้ชี้หน้าต่อว่าเขากลับต้องมาเกาะยึดสาบเสื้อเชิ้ตของเขาไว้เป็นที่พึ่งพิงโดยสัญชาตญาณ
“ปล่อยนะ...” เธอบอกเสียงสั่น ไร้ซึ่งความดุดันเย่อหยิ่งเช่นเคย “คุณ... กรันต์... ถอยไปเลยนะ”
“ทำไมล่ะ?” เขายังคงถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่านัยน์ตาพราวระยับคู่นั้นกลับฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังสนุกสนานกับการได้เห็นมัณฑนากรปากเก่งกลายเป็นแมวน้อยเชื่องๆ ในกำมือ “เมื่อกี้ยังปากเก่งใส่ผมอยู่เลยไม่ใช่เหรอ หายไปไหนหมดแล้วล่ะความมั่นใจเมื่อครู่”
“ฉันไม่ได้กลัวคุณนะ แค่... แค่ไม่อยากเถียงกับคนไม่มีเหตุผลต่างหาก” รสาเชิดหน้าขึ้นพยายามกู้ศักดิ์ศรีที่หล่นหายไปครึ่งหนึ่งกลับคืนมา แม้ว่าแก้มทั้งสองข้างจะร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ “แล้วก็เลิกฉวยโอกาสกับฉันสักที ถ้าเตชินท์มาเห็นเข้าล่ะก็...”
พาดพิงถึงเพื่อนสนทรวิศวกรหนุ่มจอมกวนประสาททำให้คิ้วเข้มของกรันต์กระตุกเลิกขึ้นเล็กน้อย ประกายความหงุดหงิดฉายชัดขึ้นมาในแววตานิ่งขรึมนั้นทันที เขาผละตัวออกห่างจากเธอช้าๆ พร้อมกับจัดปกเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อยด้วยท่าทางเย่อหยิ่งตามเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่
“เตชินท์ติดอยู่ฝั่งไซต์งานโซน B โน่น ไม่มีทางฝ่าสายฝนร้อยปีแบบนี้มาถึงนี่ได้หรอก... อีกอย่าง” กรันต์เว้นจังหวะเล็กน้อย หันกลับมามองเธอด้วยหางตาก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้รสาต้องกัดริมฝีปากด้วยความหมั่นไส้ “ผมไม่ใช่คนฉวยโอกาส รสา แต่ผมแค่กำลังสอนให้คุณรู้ว่า บางครั้งการยอมรับฟังคนอื่น มันก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นมืออาชีพของคุณลดลงหรอกนะ”
รสาอ้าปากค้างจะสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบสักชุด แต่ยังไม่ทันที่คำพูดใดจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะโลหะก้องกังวานก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟด้านหลัง
“เฮ้ย! สถาปนิก! มัณฑนากร! ยังอยู่กันใช่ไหมวะเนี่ย นึกว่าความรักในไซต์งานจะพาพวกแกสองคนลอยไปถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดกันหมดแล้ว!”
เสียงตะโกนกวนประสาทของเตชินท์ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างเปียกปอนของวิศวกรหนุ่มที่โผล่พรวดพราดขึ้นมาพร้อมกับร่มคันใหญ่ในมือ รสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบผละถอยห่างจากกรันต์ไปอีกสามก้าวทันทีในขณะที่กรันต์ทำเพียงแค่ถอนหายใจยาวอย่างหัวเสีย
แต่ทว่า... ในจังหวะที่เตชินท์กำลังก้าวเข้ามาใกล้และเอ่ยปากแซวต่อ สายตาของรสาเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เหน็บอยู่ใต้กองแบบแปลนบนโต๊ะ ซึ่งเป็นลายมือของใครบางคนที่เธอจำได้แม่นยำ—กระดาษโน้ตที่ระบุข้อความเตือนภัยเรื่องโครงสร้างตู้บิ้วท์อินจุดเดียวกับที่กรันต์เพิ่งจะต่อว่าเธอเมื่อครู่ แต่ทว่า... มันลงวันที่ไว้เมื่อสามปีก่อน และมีลายเซ็นย่อของ ‘กรันต์’ กำกับไว้อย่างชัดเจน
หัวใจของรสาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอหันขวับกลับไปจ้องหน้าสถาปนิกหนุ่มที่ยืนนิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าเธอกำลังถือกระดาษแผ่นนั้นอยู่ในมือ
“คุณกรันต์...” รสาเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ?”
(ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เอมเมอรัลด์อายส์ด้วยนะคะ)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ•ตอนที่ 4
ติดฝนในไซต์งาน
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!