แก้วเซรามิกสีดำด้านถูกกระแทกวางลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียง *'กริ๊ก'* หนักหน่วงราวกับตั้งใจส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า กลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟคั่วบดพุ่งแตะจมูกทันทีที่ฝาแก้วถูกเปิดออก รสาละสายตาจากแปลนห้องชุดดูเพล็กซ์บนหน้าจอแท็บเล็ต เธอกะพริบตาปริบๆ มองแก้วเครื่องดื่มตรงหน้าสลับกับใบหน้าเรียบตึงราวกับหุ่นยนต์ปั้นของสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่
กรันต์ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนประกายความสะใจจางๆ เขายกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า เป็นรอยยิ้มที่มัณฑนากรสาวอย่างเธออยากจะคว้าเอาไม้บรรทัด T-Square ฟาดหน้าให้หายหมั่นไส้สักทีสองที
"อเมริกาโน่เย็น ไม่ใส่น้ำตาล... น่าจะถูกใจคนปากจัดอย่างคุณนะ" สถาปนิกหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความกวนประสาทไว้ทุกอณู
รสาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอยังไม่แตะต้องแก้วใบนั้น นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบเพื่อควบคุมอารมณ์ที่เริ่มพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทีละน้อย ผู้ชายคนนี้สรรหาวิธีแกล้งเธอได้ไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ หลังจากเมื่อวานเพิ่งจะหักคะแนนไอเดียเธอยับเยินในที่ประชุม วันนี้ยังอุตส่าห์ลงทุนลงไปซื้อกาแฟขมปี๋แก้วนี้มาทรมานกันอีก
"ขอบใจนะคะคุณกรันต์ สำหรับความกรุณา... แต่ไม่ทราบว่าสมองส่วนไหนของคุณที่ประมวลผลออกมาว่าผู้หญิงวัยทำงานอย่างฉัน นิยมชมชอบการทรมานต่อมรับรสด้วยของขมๆ แบบนี้" รสากล่าวด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าดวงตากลับคมกริบไม่แพ้มีดโกน
"ก็เห็นปากจัดจ้านทุกวัน นึกว่าชอบอะไรที่มันรสชาติจัดจ้านสะใจเสียอีก" กรันต์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม ไม่มีทีท่าสะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างบางเลยสักนิด
รสาหัวเราะในลำคอ เธอเอื้อมมือไปหยิบหลอดกระดาษ เจาะทะลุฝาแก้วสีดำสนิทนั้นอย่างแม่นยำ จากนั้นจึงยกขึ้นจิบช้าๆ โดยไม่หลบสายตาคมปลาบที่มองมาเลยแม้แต่นินทเดียว ความขมปร่าของกาแฟสดแท้รุกรานทั่วโพรงปากจนเธอต้องขยับคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจ แต่กระนั้น รสากลับคลี่ยิ้มกว้างอย่างไร้ที่ติ
"อื้ม... รสชาติใช้ได้เลยค่ะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ "ขมปี๋ ไร้ความหวานเจือปน... เหมือนชีวิตคุณตอนนี้ไม่มีผิดเลยนะคะคุณกรันต์ โดดเดี่ยว แห้งแล้ง และไม่มีใครเอา"
รอยยิ้มมุมปากของกรันต์แข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านรอบตัวจนอุณหภูมิรอบโต๊ะทำงานลดฮวบลงทันที บรรยากาศสงครามเย็นระหว่างสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบกับมัณฑนากรสาวฝีปากกล้าพุ่งทะยานถึงขีดสุด ไม่มีใครยอมใคร สายตาที่ประสานกันราวกับมีประตูลั่นเปรี๊ยะๆ ของกระแสไฟฟ้าแล่นพล่าน
"ปากเก่งนักนะรสา ระวังเถอะ... วันหนึ่งจะโดนความขมพวกนี้กลืนกินจนพูดไม่ออก" กรันต์โน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเข้ามาอยู่ในระยะประชิดจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่ว
"ถ้าหมายถึงเรื่องงาน ฉันไม่มีวันจนมุมให้คนปากแข็งอย่างคุณหรอกค่ะ" รสาไม่ถอยหลังหนี เธอเชิดหน้าขึ้นสู้ ปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของอีกฝ่าย "ส่วนเรื่องกาแฟแก้วนี้..." เธอยกแก้วขึ้นระดับอก "ขอบคุณที่อุตส่าห์หวังดี... แต่ขอตัวเอาไปเททิ้งถังขยะก่อนนะคะ พอดีฉันชอบอะไรที่มันมีรสชาติมากกว่าความ bitterness ในใจคุณ"
พูดจบ รสาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอตั้งใจจะเดินเลี่ยงไปทางอ่างล้างมือ แต่จังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานกระจกบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดพรวดเข้ามาอย่างไรมารยาท
"เฮ้ย! กรันต์ รสา พวกเธอสองคนเคลียร์แปลน... อุ๊ย... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย"
เตชินท์ วิศวกรหนุ่มเพื่อนสนิทของรสาและเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโครงการนี้ก้าวเข้ามาหยุดยืนกลางห้อง ดวงตาคมกวาดมองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนประชิดตัวมัณฑนากรสาวระยะเผาขน สลับกับแก้วกาแฟในมือของรสาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปิดไม่มิด
รสาเบิกตากว้าง รีบก้าวถอยหลังออกมาจากรัศมีของกรันต์ทันที เม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่ขมับบางไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความอับอายที่เกือบจะหลุดฟอร์มต่อหน้าเพื่อนสนิทตัวดี
กรันต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงไร้อารมณ์ดังเดิมอย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล เขายืดตัวตรงแล้วจัดปกเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"นายมาก็ดีแล้วเตชินท์..." กรันต์เอ่ยเสียงเรียบ หันไปมองหน้าวิศวกรหนุ่ม "ช่วยพายัยปากดีนี่ออกไปจากห้องฉันที ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวแล้วโยนทั้งคนทั้งแปลนทิ้งออกไปนอกหน้าต่างตึกชั้นสิบห้า"
เตชินท์หัวเราะลั่นห้อง บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ชายหนุ่มยกมือขึ้นยอมแพ้เชิงทีเล่นทีจริง "ใจเย็นน่าคุณสถาปนิก เมีย... เอ๊ย! เพื่อนร่วมงานผมออกจะน่ารักขนาดนี้ ทำไมใจร้ายจังวะ"
รสาตวัดสายตาค้อนใส่เตชินท์วงใหญ่ ก่อนจะหันกลับมามองหน้ากรันต์ที่ยังคงส่งสายตานิ่งสนิทกลับมา ทว่าเสี้ยววินาทีหนึ่งที่สบตากัน รสากลับสังเกตเห็นประกายบางอย่างไหววับอยู่ในดวงตาสีเข้มคู่นั้น... ประกายความหงุดหงิดเจือความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชาอย่างมิดชิด
ก่อนที่ใครจะได้ทันเอ Cปากพูดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของกรันต์ก็แผדเสียงดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้ใบหล่อเหลานั้นชะงักกึก สีหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนและเย็นเยียบขึ้นมาในทันที
กรันต์นิ่งมองหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนแทบไม่ได้ยิน "มีอะไร... ผมบอกแล้วไงว่าอย่าโทรมาที่นี่"
รสาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ท่าทีของกรันต์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแข็งกร้าวเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความเปราะบางบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามปกปิดอย่างสุดชีวิต และประโยคต่อมาที่เล็ดลอดออกมาจากปลายสายก็ทำให้หัวใจของมัณฑนากรสาวกระตุกวูบ...
*["กรันต์... ลูกต้องกลับมาบ้านเดี๋ยวนี้ แม่ล้มป่วยหนัก... และเรื่องแต่งงานของลูกกับน้องดา... ถึงเวลาต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียที"]*
---
(ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เอมเมอรัลด์อายส์ด้วยนะคะ)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ•ตอนที่ 3
กาแฟหนึ่งแก้วกับสงครามเย็น
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!