แฟ้มแบบแปลนโครงการหอศิลป์เมืองถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดัง *ปัง* จนกาแฟลาเต้เย็นในแก้วกระเซ็นเป็นวง
“นายจะบ้าหรือไงเตชินท์!”
กรันต์ตวาดกร้าว ใบหน้าคมคายบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขยักษ์ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตา (ที่เขาหยิบมาใส่เพื่อกันรังสีความน่ารำคาญจากเพื่อนสนทรตัวแสบ) จ้องเขม็งไปยังวิศวกรหนุ่มที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่หน้าโต๊ะ เตชินท์ยักไหล่ไม่สะทกสะท้าน แถมยังส่งยิ้มกวนประสาทที่ทำให้ต่อมความดันของสถาปนิกหนุ่มพุ่งปรี๊ด
“ฉันไม่ได้บ้า ฉันแค่ช่วยเปิดทางให้ต่างหาก นายกับรสาไปสวีทกันที่เชียงใหม่ตั้งสามวัน กลับมาแล้วยังทำฟอร์มซึ้งมึนตึงใส่กันอยู่ได้ ใครเขาก็ดูออกว่าใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว งานตรงหน้ากองเป็นภูเขาเลากา แต่วิญญาณนายสองคนน่ะมันสิงอยู่บนดอยโน่นแล้วมั้ง” เตชินท์ลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ สองมือประสานกันไว้ใต้คางแล้วหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างรู้ทัน “ยอมรับมาเถอะน่า ว่าคิดถึงยัยปากแซ่บเขาจนทำงานไม่รู้เรื่อง”
“เพ้อเจ้อ” กรันต์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด “ฉันเป็นมืออาชีพพอที่จะแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ส่วนรสา…เธอไม่ใช่เด็กๆ ที่จะต้องมาคอยตามประกบ”
“ปากแข็งเบอร์นี้ ระวังจะโดนหมาคาบไปกินนะเพื่อน” เตชินท์หัวרาะในลำคออย่างชอบใจก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “เตือนไว้ก่อนนะ ว่าบ่ายนี้รสาต้องเข้ามาประชุมสรุปแบบอินทีเรียร์รอบสุดท้ายกับทีมใหญ่ ถ้านายยังทำหน้ายักษ์ใส่เขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ระวังจะโดนแม่คุณเฉาะหัวแบะเอานะเว้ย”
พูดจบ วิศวกรตัวแสบก็หมุนตัวเดินผิวปากออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้กรันต์ยืนกำหมัดแน่นอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ลมหายใจอุ่นร้อนถูกพ่นออกมาทางจมูกอย่างหงุดหงิด
เตชินท์พูดถูกครึ่งหนึ่ง… เขาไม่ได้ทำงานไม่รู้เรื่อง แต่เขายอมรับก็ได้ว่าสมองส่วนหนึ่งมันถูกรสาขโมยติดกระเป๋าเดินทางกลับมาจากเชียงใหม่ด้วย ภาพรอยยิ้มบางๆ ริมระเบียงห้องพักยามเช้า และสัมผัสอุ่นจัดตอนที่กุมมือกันฝ่าความหนาวเหน็บเมื่อสองวันก่อน มันวนเวียนอยู่ในหัวจนสมาธิกระเจิง ตั้งแต่กลับมาถึงกรุงเทพฯ งานสถาปัตยกรรมชิ้นโบแดงที่ต้องส่งมอบสิ้นเดือนนี้ก็ดูน่าเบื่อขึ้นมาถนัดตา
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนที่ร่างโปร่งระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเบจจะก้าวเข้ามา รสาปรากฏตัวพร้อมกับแท็บเล็ตในมือและมาตรวัดเลเซอร์คู่ใจ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเก็บเป็นหางม้าทะมัดทะแมง ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มเพียงบางเบา ทว่าแววตาคมกริบคู่นั้นกลับกำลังฉายแววพะว้าพะวังบางอย่างที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“ประชุมบ่ายนี้ เอกสารพร้อมไหมคะ คุณสถาปนิก” น้ำเสียงหวานใสแต่เจือความกวนประสาทเล็กน้อยเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นวงกบประตู รสาหยุดยืนอยู่กลางห้อง กวาดสายตามองชายหนุ่มที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานด้วยท่าทีเคร่งเครียด
กรันต์เงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาสีเข้มไหววูบไปชั่วขณะเมื่อความทรงจำบนดอยสูงเมื่อคืนก่อนไหลย้อนกลับมาเตะตัดขาความคิดมีเหตุผลของเขาทั้งหมด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่เคยติดอยู่ปลายจมูกเหมือนจะลอยวนกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่ตอนนี้พวกเขายืนอยู่ในออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วและฝุ่นควัน
“พร้อมยิ่งกว่าพร้อมครับ” กรันต์ตอบเสียงเรียบ พยายามดึงมามาดนิ่งขรึมและเย็นชาขั้นสุดกลับมาสวมทับ “หวังว่าคุณมัณฑนากรคนเก่งจะทำการบ้านมาดีพอ ไม่ใช่ว่ามัวแต่เอาเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระจนลืมดีเทลงานระบบไฟฟ้านะ”
รสาแค่นหัวרาะในลำคอ ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาหยุดยืนประชิดโต๊ะทำงานของเขา ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนกรันต์ได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่ทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะอีกรอบ
“เรื่องงานฉันไม่เคยพลาดอยู่แล้วค่ะ ไม่เหมือนใครบางคนแถวนี้หรอก…” รสาโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “กลับมาจากเชียงใหม่ หน้าบึ้งเป็นตูดหม้อตั้งแต่สนามบินจนถึงออฟฟิศ เป็นอะไรคะ? คิดถึงบรรยากาศหนาวๆ หรือว่า…คิดถึงคนพาไปเที่ยวกันแน่”
ให้ตายเถอะ… ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อฆ่าเขาชัดๆ
กรันต์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความนิ่งที่พยายามสร้างมาตลอดสามชั่วโมงพังทลายลงในพริบตา เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าประชิดจนรสาต้องผถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
มือหนาเอื้อมไปวางทราบลงบนขอบโต๊ะ กักร่างบางเอาไว้ตรงกลางระหว่างวงแขน ทอดสายตาดุร้ายที่ซ่อนความคลั่งรักไว้มิดชิดลงมองคนปากเก่งที่เริ่มมีอาการหูแดงให้เห็นรำไร
“คิดว่าตัวเองแน่มากใช่ไหมรสา?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าจนคนฟังสะท้านเฮือก “ปากเก่งแบบนี้… คืนนี้เราคงต้องเคลียร์กันยาว นอกรอบ และตัวต่อตัว”
รสาใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดทะลุออกมานอกอก ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาริ้วบนพวงแก้มขาวเนียน แต่ศักดิ์ศรีมัณฑนากรสาวมือหนึ่งค้ำคออยู่ เธอจึงเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแพ้ให้กับรัศมีคุกคามที่แสนจะอันตรายนั่นง่ายๆ
“ใครกลัวก็…อุ๊บ!”
ยังไม่ทันที่รสาจะได้ต่อปากต่อคำ ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกผลเปิดผวะเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
“ไอ้กรันต์! แย่แล้วโว้ย! ลูกค้าวีไอพีเจ้าของโครงการหอศิลป์บินตรงมาจากสิงคโปร์ มาถึงล็อบบี้แล้วโว้ย จะขอตรวจแบบด่วนตอนนี้เลย!”
เตชินท์ตะโกนลั่นห้องโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ร่างสูงโปร่งชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มและมัณฑนากรสาวยืนแนบชิดกันจนแทบจะสิงร่างอยู่บนโต๊ะทำงาน วิศวกรตัวแสบเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังกรูด ยกมือขึ้นปิดตาทำเป็นมองไม่เห็นพลางเอ่ยเสียงสั่น
“อะ…อุ้ย ขอโทษที ฉันมาขัดจังหวะความหวานหรือเปล่า เชิญพวกนายเคลียร์กันต่อตามสบายนะ เดี๋ยวฉันไปบอกลูกค้าว่าสถาปนิกกำลัง…เอ่อ…ระดมสมองกันอยู่!”
รสาหน้าแดงแจ๋ ดันอกกรันต์ให้ออกห่างอย่างแรงด้วยความเขินอายระคนตกใจ ส่วนกรันต์ได้แต่หลับตาลงพ่นลมหายใจยาวเหยียดด้วยความหัวเสียสุดขีด พร้อมกับส่งสายตาดุร้ายชนิดที่พร้อมจะฆ่าคนไปให้เตชินท์ที่วิ่งหนีหายออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็ว
สถาปนิกหนุ่มหันกลับมามองหน้าหญิงสาวที่ยืนหายใจหอบกระชั้น แก้มเนียนแดงก่ำเพราะพิษความเขินอาย
กรันต์โน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าลึกจนคนฟังแทบละลายคาที่
“เรื่องของเรา…ยังไม่จบแค่นี้แน่รสา เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดี”
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนเอมเมอรัลด์อายส์เสมอนะคะ)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ•ตอนที่ 19
กลับมาเผชิญความจริง
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!