กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับกลิ่นกระดาษไขและหมึกพิมพ์แปลนก่อสร้างยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานชั่วคราวหน้าไซต์งาน แต่สิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือบรรยากาศความตึงเครียดที่แทบจะใช้มือจับต้องได้ รสากำลังใช้ด้ามปากกาเคาะโต๊ะทำงานเสียงดัง *ก๊อก ๆ* เป็นจังหวะตามอารมณ์หงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนทะלטเพดาน สมองของมัณฑนากรสาวกำลังประมวลผลเรื่องบ้าๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน—อุบัติเหตุหน้าโง่ที่ทำให้ข้อเท้าเธอพลิกจนบวมเป่งระหว่างเดินตรวจงานกับไอ้สถาปนิกหน้าตายอย่างกรันต์
ให้ตายสิ! นอกจากเขาจะไม่ยอมอุ้มเธอหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจแบบพระเอกนิยายทั่วไปแล้ว เจ้าประคุณยังยืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ประหนึ่งเธอกำลังทำตัวไร้สาระใส่เขาเสียอย่างนั้น
"ถ้าจะนั่งทำหน้าเป็นยักษ์กินตับแบบนั้น ไปนั่งที่อื่นค่ะคุณรสา เกะกะสายตาคนทำงาน"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่แฝงความกวนประสาทดังขึ้นจากมุมห้อง กรันต์ยังคงก้มหน้าก้มตาแก้แบบแปลนในแท็บเล็ตโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองเธอเลยสักนิด ร่างสูงโปรดปรานเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนที่ดูทรงพลังและน่ามองในเวลาเดียวกัน—แต่เวลานี้รสาไม่อยากชมความแซ่บของเขา เธออยากเอาไม้บรรทัดทีฟาดหัวเขาให้ยุบเสียมากกว่า
"เกะกะมากนักเหรอคะคุณกรันต์? งั้นฉันคลานออกไปให้พ้นทางคุณเลยดีไหมล่ะ ขาแพลงจนเดินไม่ไหวเนี่ย มันเป็นความผิดของแบบแปลนบ้านคุณหรือไงกัน!" รสาแหวใส่เสียงสูง ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนจนแทบจะทะลุร่างอีกฝ่ายให้พรุน
กรันต์ถอนหายใจยาวพรืด เขาวางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปึ้ง* ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นนิ่งสนิท แต่หากมองลึกๆ จะเห็นร่องรอยความระmอระmānบางอย่างที่เขาพยายามซ่อนเอาไว้ใต้มาดขรึม
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน... เจ็บขนาดนั้นยังจะมีแรงมาประชด" กรันต์พึมพำลอดไรฟัน ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาหารสาที่นั่งหน้าบึ้งอยู่บนเก้าอี้หมุน
รสาผถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ "คุณจะทำอะไรถอยไปนะ!"
กรันต์ไม่ฟังคำทัดทาน เขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเตะขาเก้าอี้ของเธอให้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากับโต๊ะทำงานของเขาตรงๆ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้า รสาชะงักกึก ลลมหายใจสะดุดไปวูบหนึ่งเมื่อปลายนิ้วแข็งแรงของเขาเอื้อมมาแตะที่ข้อเท้าบวมเป่งของเธอแผ่วเบา—สัมผัสที่เจือความอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"โอ๊ย!" รสาสูดปากด้วยความเจ็บ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความวابวาบแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วท้องน้อย
"รู้ว่าเจ็บแล้วทำไมไม่รู้จักระวังตัว เดินยังไงให้ตกหลุมทรายหน้างาน หูตาสั้นหรือไง" ปากก็ด่าแต่สองมือกลับค่อยๆ ถอดรองเท้าผ้าใบสีขาวของเธอออกอย่างเบามือที่สุด ทะนุถนอมเสียจนคนถูกด่าถึงกับใบ้าร้อนผ่าว
"ฉันไม่ได้ตาบอดนะ! ทรายมันกองบังอยู่ต่างหากเล่า... แล้วคุณจะมาถอดรองเท้าฉันทำไมเนี่ย อายเขานะคะ!" รสาโวยวายหน้าแดงก่ำ พยายามจะดึงขาตัวเองกลับแต่ถูกมือใหญ่จับตรึงไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล
"เงียบปากแล้วอยู่นิ่งๆ สักนาที รสา" กรันต์ดุเสียงเข้ม แต่นัยน์ตาคู่คมที่เงยขึ้นมองเธอกลับไม่ได้ดุร้ายอย่างที่ปากพูด มันฉายแววเป็นห่วงเป็นใยที่ชัดเจนเสียจนรสาไม่กล้าสบตาตรงๆ
มัณฑนากรสาวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ความซึนเดะของกรันต์นี่มันระดับสิบกะรัต ปากบอกว่าเกะกะสายตา ปากบอกว่าเธอรำคาญ แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ... คนปากร้ายที่ใจดีอย่างไร้เหตุผล
ในจังหวะนั้นเอง กรันต์หยิบหลอดยาแก้ฟกช้ำและแผ่นประคบเย็นออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปนิกของเขา วางกระแทកไว้บนโต๊ะข้างตัวเธอเบาๆ
"ทาซะ... ยาบ้านี่ไม่ได้ซื้อมาให้กินเล่น ถ้าพรุ่งนี้ยังเดินกะเพัดเป็นเป็ด跛 ฉันจะหักเงินเดือนฐานทำให้งานล่าช้า" กรันต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไหล่กว้างยักขึ้นเล็กน้อยทำทีเป็นไม่ใส่ใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหันหลังกลับไปหยิบแปลนงานต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รสาจ้องมองหลอดยาแก้ฟกช้ำสีฟ้าขาวที่วางอยู่ตรงหน้า สลับกับแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย มุมปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นยิ้มกว้างที่กำลังจะฉีกออกถึงใบหู ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ ไอ้คนปากแข็ง... ซื้อมาให้ก็บอกมาตรงๆ สิ ต้องหาข้ออ้างด่าตลอดเวลาหรือไงนะ
"ยิ้มอะไร ขาแพลงจนสมองกระทบกระเทือนรึไง" เสียงทุ้มตวัดกลับมาทันทีโดยที่เขายังไม่หันมอง ทำเอาคนกำลังฟินจิกหมอนต้องรีบหุบยิ้มแทบไม่ทัน
"ใครยิ้มกันคะ! ฉันแค่... หมั่นไส้คนแถวนี้ต่างหากล่ะ ปากบอกเกะกะ แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปซื้อยามาให้... แอบชอบฉันอยู่ก็บอกกันตรงๆ สิคะคุณกรันต์" รสาแกล้งแซובהกลับด้วยน้ำเสียงแพรพราว ดวงตาเป็นประกายซุกซนแม้จะยังเจ็บข้อเท้าอยู่ก็ตาม
กรันต์ชะงักมือที่กำลังถือดินสอเขียนแบบ ร่างสูงหันขวับกลับมามองเธอด้วยสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความจำนนและระอาใจ ใบหน้าหล่อเหลานั้นขึ้นสีแดงจางๆ ที่ใบหูโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ—ภาพนั้นทำให้รสาหัวเราะคิกคักออกมาอย่างสะใจ
"เพ้อเจ้อ รสา ใครเขาจะไปชอบคนปากจัดแบบเธอ เก็บแรงไว้ทำงานดีกว่า..."
กรันต์พึมพำเสียงเบา หันหน้าหนีกลับไปสนใจโต๊ะทำงานต่อทันทีเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่า รสายิ้มกริ่มในชัยชนะ เธอเอื้อมมือไปหยิบหลอดยาขึ้นมาเปิดฝਾเตรียมจะทา แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะเนื้อยา ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาเสียงดังลั่นพร้อมกับเสียงห้าวคุ้นเคยของเตชินท์
"เฮ้ย! ไอ้น้องรักกับยายมัณฑนากรจอมแสบ พวกนายสองคนทำอะไรกันวะ ทำไมบรรยากาศมันชวนจิ้นแปลกๆ... อ้าว รสา ขาไปโดนอะไรมาวะนั่น!"
เตชินท์ วิศวกรหนุ่มเพื่อนซี้ควบตำแหน่งตัวป่วนประจำโครงการก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางร่าเริง แต่แล้วสายตาก็กวาดไปเห็นหลอดยาในมือรสาและท่าทางพิรุธของกรันต์ที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่พอดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายของเตชินท์ทันที
"อุ๊ย ดูท่าทางเหมือนจะมีคนแอบใส่ใจเพื่อนฉันนะเนี่ย... ยาทาแก้ฟกช้ำเหรอคุณสถาปนิกผู้เย็นชา ใครซื้อมาให้อ่ะ?" เตชินท์ลากเสียงแซวอย่างสนุกสนาน
กรันต์หันขวับกลับมามองเตชินท์ด้วยสายตาดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนเตชินท์ถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน
แต่ก่อนที่กรันต์จะได้เอ่ยปากไล่เพื่อนสนิทออกไปนอกห้อง รสากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มุมกระดาษแปลนใต้กองหนังสือบนโต๊ะของกรันต์—มันคือกระดาษโน้ตสีเหลืองแผ่นเล็กที่ถูกเขียนด้วยลายมือคุ้นตา รสาเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยไม่ทันฟังเสียงห้ามของกรันต์ที่ร้อง "เฮ้ย รสา อย่า..."
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย เมื่อข้อความลายมือระเบียบเรียบร้อยบนกระดาษแผ่นนั้นปรากฏแก่สายตา—มันไม่ใช่แค่ตารางงาน แต่เป็นบันทึกเตือนความจำที่เขียนด้วยลายมือของกรันต์เอง:
*-- วันนี้อย่าลืมซื้อยาทาแก้ฟกช้ำให้รสา ยัยนั่นซุ่มซ่าม เดี๋ยวเดินกะเพัดแล้วงานพัง --*
*-- และ... ระวังอย่าเผลอแสดงความเป็นห่วงมากเกินไป เดี๋ยวโดนยัยนั่นแซวอีก --*
รสาชะงักค้าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่ข้อเท้าพลิกเสียอีก เธอกะพริบตาปริบๆ เงยขึ้นสบตากับกรันต์ที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลานั้นขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมคายไหววูบด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกในชีวิตของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่ง
กรันต์อ้าปากค้างกำลังจะพุ่งเข้ามาแย่งกระดาษโน้ตในมือเธอคืน แต่รสาไวablกว่า เธอยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นชูให้เขาดูพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดที่ร้ายกาจที่สุดในสามโลก
"อุ๊ยตายแล้ว... คุณกรันต์คะ ไหนบอกว่าเกะกะสายตาไงคะ แล้วไอ้โน้ตเตือนความจำนี่มันอะไรกันเนี่ย หืม?"
(ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เอมเมอรัลด์อายส์ด้วยนะคะ)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ•ตอนที่ 9
ของขวัญชิ้นเล็กๆ จากคนปากร้าย
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยมัณฑนากรปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!