แก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทในมือของรินทร์เกือบจะร้าวคามือ แรงบีบจากปลายนิ้วเรียวขาวสะท้อนความกรุ่นโกรธที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบา ระดับการควบคุมอารมณ์ที่เคยยอดเยี่ยมเสมอมาของเขาดูเหมือนจะพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อภาพตรงหน้าคือพยัคฆ์—ผู้ชายปากร้ายที่มักจะใช้คำพูดเชือดเฉือนเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาอยู่เป็นนิจ—กำลังยืนโน้มตัวลงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับมินตราอย่างสนิทสนม
เสียงหัวเราะเบาๆ ที่หลุดมาจากลำคอของอดีตคนรักเก่าคนนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของรินทร์อย่างประหลาด มันไม่ใช่ความหึงหวงแบบเด็กๆ ที่ไร้เหตุผล แต่มันคือความรู้สึกแปลกแยก... ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงคนนอกที่บังเอิญเดินหลงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคนคู่นั้น ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ พยัคฆ์เพิ่งจะใช้น้ำเสียงดุดันคาดคั้นเขาด้วยสายตาที่ร้อนแรงแทบไหม้เกราะ
"มองขนาดนั้น ระวังตากล้องแถวนี้จะคิดว่าคุณกำลังหึงผมจนเนื้อเต้นนะครับ, คุณรินทร์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลังเกือบทำให้รินทร์สะดุ้งสุดตัว เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าของคนที่เดินเข้ามาใกล้ รินทร์รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง พยัคฆ์ยืนกอดอกมองเขาด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ มุมปากหยักลึกหยิบยิ้มเยาะหยันตามแบบฉบับที่ชวนให้คนมองอยากจะยกเท้าขึ้นไปประทับรอยรองเท้าลงบนหน้าผากนักธุรกิจหนุ่มผู้แสนมั่นใจคนนี้เสียเหลือเกิน
"หึง?" รินทร์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาแห้งผากและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "คุณเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าผมจะเอาเวลาอันมีค่าไปสนใจเรื่องกุ๊กกิ๊กของคุณกับคุณมินตราครับ? มองอยู่เนี่ย... ผมแค่อุสาระณาว่าคนระดับประธานบริษัทใหญ่โต เขาไม่มีมารยาททางสังคมในการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเลยหรือไง ถึงได้มายืนสวีทกันกลางงานกาล่าที่มีนักข่าวเดินกันให้ควัก"
พยัคฆ์หรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีความกดดันรอบตัวแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงไปหลายองศา แต่แทนที่เขาจะโกรธเหมือนทุกครั้งที่โดนรินทร์ย้อนเกล็ด กลับกลายเป็นว่าแววตาคมกริบนั้นกลับพราวระยับด้วยความขบขันระคนหงุดหงิด
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน..." พยัคฆ์ก้าวเข้าไปประชิดตัวรินทร์อีกหนึ่งก้าว บีบบังคับให้ร่างโปร่งต้องถอยหลังจนสะโพชนิดติดกับขอบโต๊ะบาร์ยาว "แต่แปลกนะครับ... ปากบอกว่าไม่สนใจ แต่สันจมูกรั้นๆ กับนัยน์ตาคู่สวยของคุณมันฟ้องซะจนผมเกือบจะคิดว่าคุณอยากจะเดินเข้าไปกระชากผมออกมาจากตรงนั้นด้วยซ้ำ"
"หลงตัวเอง" รินทร์สวนกลับทันควันโดยไม่ยอมหลบสายตา แม้หัวใจในอกข้างซ้ายจะเต้นกระหน่ำจนน่ารำคาญเมื่อระยะห่างระหว่างเขากับพยัคฆ์ลดลงเหลือเพียงแค่คืบ "ผมแค่รำคาญสายตาคนอื่นที่มองมาทางนี้ต่างหาก คุณจะไปกอดไปจูบกับใครที่ไหนก็เชิญตามสบาย แต่ช่วยกรุณาอย่าลากชื่อผมเข้าไปเอี่ยวในละครฉากหลังของพวกคุณก็พอ เพราะดีลที่เราทำร่วมกันมันเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว"
คำว่า 'เรื่องงาน' ถูกเน้นเสียงหนักแน่นราวกับจะใช้มันเป็นกำแพงกั้นเขตแดน พยัคฆ์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบไหววูบด้วยอารมณ์บางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนที่ความเย็นชาจะถูกฉาบทับลงไปแทนที่อย่างรวดเร็ว บรรยากาศระหว่างเขาทั้งสองคนตึงเครียดเสียจนคนรอบข้างเริ่มเหลือบมอง
ในจังหวะที่พยัคฆ์กำลังจะอ้าปากโต้ตอบด้วยคำพูดเจ็บแสบ เสียงหวานใสของมินตราก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับร่างระหงที่ก้าวเข้ามาประชิดอีกด้านของพยัคฆ์อย่างถือวิสาสะ
"พยัคฆ์คะ... ทางคุณกรณ์ฝากบอกว่าอยากคุยเรื่องโปรเจกต์รีสอร์ตเพิ่มอีกนิดหน่อยค่ะ รบกวนเวลาสักครู่ได้ไหมคะ?" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พร้อมกับเอื้อมมือเรียวไปแตะที่แขนเสื้อของพยัคฆ์อย่างสนิทสนม สายตาของเธอชำเลืองมองรินทร์แวบหนึ่งด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ชัดเจนว่าต้องการประกาศความเป็นเจ้าของและตอกย้ำสถานะ 'คนนอก' ของรินทร์ให้เด่นชัดขึ้น
รินทร์แค่นยิ้มในใจ ความรู้สึกแปลกแยกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรำคาญใจขั้นสุด เขาไม่อยากทนยืนดูละครฉากนี้ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว ร่างบางจึงขยับตัวเตรียมผละหนี
"ตามสบายเลยครับ เชิญคุยกันตามอัธยาศัย... ผมขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อนดีกว่า อยู่ตรงนี้นานๆ ชักจะเริ่มหายใจไม่ออกเพราะกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เจือปนความเสแสร้งมันตีรวนจนเวียนหัว"
พูดจบ รินทร์ก็ไม่รอให้พยัคฆ์ได้ตอบโต้ เขาหมุนตัวเดินจ้วงอ้าวเลี่ยงหนีไปทางระเบียงด้านนอกที่เงียบสงบกว่าทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายไฟในดวงตาของพยัคฆ์ที่วาบขึ้นอย่างน่ากลัว
พยัคฆ์สะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมของมินตราอย่างไม่ไยดี ทำเอาหญิงสาวหน้าเสียไปชั่วขณะ "ผมฝากคุณคุยกับคุณกรณ์แทนผมก่อน เดี๋ยวผมมา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งห้วนๆ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะก้าวเท้ายาวๆ ตามแผ่นหลังบางของรินทร์ออกไปทันที
ลมเย็นยามค่ำคืนที่ระเบียงชั้นสิบสองช่วยพัดพาความร้อนรุ่มในอกของรินทร์ให้เบาบางลงได้บ้าง เขายืนกอดอกทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงเบื้องล่าง พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่กระเจิดกระเจิง
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทดังขึ้น รินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบมันขึ้นมาเปิดดูด้วยความหงุดหงิด คิดว่าเป็นข้อความงานจากเลขาฯ ของตนเอง แต่ทว่า... หน้าจอกลับปรากฏภาพถ่ายระยะประชิด เป็นภาพของเขายืนคุยกับพยัคฆ์เมื่อช่วงหัวค่ำ พร้อมกับข้อความปริศนาที่ส่งมาจากเบอร์แปลกปลอม
*[ถ้าไม่อยากให้ความลับเรื่องดีลลับระหว่างคุณกับคุณพยัคฆ์หลุดไปถึงมือคู่แข่งพรุ่งนี้เช้า... กลับเข้ามาในห้องพักวีไอพี 402 ตอนนี้]*
รินทร์เบิกตากว้าง ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีสั่นคลอนลงในพริบตา หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ทว่าก่อนที่เขาจะได้กดพิมพ์ข้อความตอบกลับเพื่อด่าทอ มือหนาของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาจากด้านหลัง พร้อมกับแรงกระชากให้ร่างของเขาปลิวเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างแรง
กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยระคนกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยปะทะจมูก ก่อนที่เสียงกระซิบแหบพร่าจะดังแนบชิดใบหูของเขา
"คิดจะหนีไปไหน... คุณรินทร์?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดนะครับ เมทริกซ์ซีโร่
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 16
ความมั่นใจที่สั่นคลอน
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!